เสาหินแห่งอักซุม มรดกทางสถาปัตยกรรมแห่งอาณาจักรโบราณ
สรุปใจความสำคัญ
- สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยอาณาจักรอักซุมในเอธิโอเปีย
- มีความสูง 24 เมตร น้ำหนัก 160 ตัน แกะสลักจากหินโฟโนไลต์ชิ้นเดียว
- ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายระบุตำแหน่งห้องฝังศพของเชื้อพระวงศ์
- ถูกอิตาลีนำไปไว้ที่กรุงโรมในปี ค.ศ. 1937 และถูกส่งคืนในเวลาต่อมา
เสาหินแห่งอักซุม (Obelisk of Axum) หรือที่เรียกในภาษาท้องถิ่นว่า hawelti เป็นเสาหินเดี่ยว (stele) ขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 ในเมืองอักซุม ประเทศเอธิโอเปีย เสาหินนี้มีความสูง 24 เมตร น้ำหนักประมาณ 160 ตัน แกะสลักจากหินโฟโนไลต์ (phonolite) โดยมีลักษณะเด่นคือการตกแต่งที่เลียนแบบสถาปัตยกรรมอาคาร เช่น ประตูหลอกที่ฐานและหน้าต่างหลอกรอบด้าน ส่วนยอดมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม

บทบาทและหน้าที่ในสมัยโบราณ
ในสมัยอาณาจักรอักซุม การสร้างเสาหินเป็นประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเชื่อกันว่าเสาหินเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายระบุตำแหน่งของห้องฝังศพใต้ดิน เสาหินขนาดใหญ่และมีการตกแต่งอย่างประณีตมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับเชื้อพระวงศ์ ในขณะที่ขุนนางระดับรองลงมาจะมีเสาหินขนาดเล็กกว่าและมีการตกแต่งน้อยกว่า
การสร้างเสาหินในอักซุมสิ้นสุดลงในช่วงศตวรรษที่ 4 เมื่อพระเจ้าเอซานา (King Ezana) ทรงรับคริสต์ศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งส่งผลให้ประเพณีการสร้างเสาหินเพื่อการฝังศพตามความเชื่อเดิม (ซึ่งมักมีการตั้งแท่นบูชาเพื่อการสังเวยที่ฐานเสา) ถูกยกเลิกไป
การล่มสลายและการสูญหาย
เสาหินจำนวนมากในอักซุมล้มลงตามกาลเวลา ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความล้มเหลวทางโครงสร้างตั้งแต่ช่วงแรกของการติดตั้ง แผ่นดินไหวเนื่องจากเมืองอักซุมตั้งอยู่ในเขตที่มีกิจกรรมทางธรณีวิทยา รวมถึงการรุกรานทางทหารของอิหม่ามอะหมัด อิบราฮิม ในช่วงสงครามเอธิโอเปีย-อาดัล (ค.ศ. 1529–1543)
การถูกปล้นชิงและการเคลื่อนย้ายไปยังอิตาลี
ในช่วงการยึดครองเอธิโอเปียโดยอิตาลีในปี ค.ศ. 1937 เสาหินแห่งอักซุมถูกนำออกไปจากประเทศในฐานะทรัพย์เชลยสงคราม โดยถูกตัดออกเป็น 3 ส่วนเพื่อความสะดวกในการขนส่งทางบกไปยังท่าเรือมัสซาวา ก่อนจะถูกส่งทางเรือไปยังเมืองเนเปิลส์ และนำไปติดตั้งที่จัตุรัสปอร์ตา คาเปนา (Porta Capena) ในกรุงโรม เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 15 ปีของการเดินทัพสู่โรม (March on Rome)
การทวงคืนและการส่งกลับสู่มาตุภูมิ
ภายใต้ข้อตกลงขององค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1947 อิตาลีตกลงที่จะส่งคืนเสาหินและรูปปั้นสิงโตแห่งยูดาห์ (Lion of Judah) ให้แก่เอธิโอเปีย อย่างไรก็ตาม กระบวนการส่งคืนเสาหินมีความล่าช้าและใช้เวลานานกว่า 50 ปี เนื่องจากความยากลำบากทางเทคนิคในการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่สูง
แม้จะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อตกลงในสมัยจักรพรรดิไฮเล เซลาสซี แต่รัฐบาลเอธิโอเปียในยุคต่อมา โดยเฉพาะภายใต้การนำของพันเอกเมงกิสตู ไฮเล มาเรียม ได้ผลักดันการทวงคืนอย่างจริงจัง จนกระทั่งเสาหินถูกส่งกลับและติดตั้งคืนสู่ตำแหน่งเดิมในเมืองอักซุมได้สำเร็จในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
เสาหินแห่งอักซุมสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายระบุตำแหน่งของห้องฝังศพใต้ดิน โดยเสาที่ใหญ่และตกแต่งสวยงามจะเป็นของเชื้อพระวงศ์
ทำไมการสร้างเสาหินในอักซุมจึงหยุดลง?
เนื่องจากพระเจ้าเอซานาทรงรับคริสต์ศาสนาเข้ามาในศตวรรษที่ 4 ทำให้ประเพณีการสร้างเสาหินเพื่อการฝังศพตามความเชื่อเดิมสิ้นสุดลง
เสาหินแห่งอักซุมถูกนำไปที่ประเทศใดและเมื่อไหร่?
ถูกกองทัพอิตาลีนำไปที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1937 ในช่วงที่อิตาลียึดครองเอธิโอเปีย

