← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ทางด่วนโอไฮโอ เส้นทางคมนาคมหลักเชื่อมต่อตะวันออก-ตะวันตกของรัฐโอไฮโอ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเส้นทางเชื่อมต่อหลักระหว่างชิคาโกและพิตต์สเบิร์ก มีความยาวรวม 241.3 ไมล์
  • บริหารจัดการโดยคณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและทางด่วนโอไฮโอ (OTIC)
  • ใช้หมายเลขทางหลวงระหว่างรัฐ 3 สายร่วมกัน ได้แก่ I-76, I-80 และ I-90
  • ก่อสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1949 ถึง 1955 ด้วยงบประมาณ 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทางด่วนโอไฮโอ (Ohio Turnpike) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ James W. Shocknessy Ohio Turnpike เป็นทางหลวงควบคุมการเข้า-ออกที่เก็บค่าผ่านทาง ตั้งอยู่ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นระเบียงการขนส่งหลักที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองชิคาโกและเมืองพิตต์สเบิร์ก โดยเส้นทางนี้ทอดตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นระยะทาง 241 ไมล์ (ประมาณ 388 กิโลเมตร) ในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐ

จุดเริ่มต้นทางทิศตะวันตกอยู่ที่พรมแดนรัฐอินดีแอนาใกล้กับเมืองเอดอน (Edon) ซึ่งเชื่อมต่อกับทางด่วนอินดีแอนา (Indiana Toll Road) และสิ้นสุดทางทิศตะวันออกที่พรมแดนรัฐเพนซิลเวเนียใกล้กับเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (Petersburg) ซึ่งเชื่อมต่อกับทางด่วนเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania Turnpike) ปัจจุบันทางด่วนแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลและบำรุงรักษาโดยคณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและทางด่วนโอไฮโอ (Ohio Turnpike and Infrastructure Commission หรือ OTIC) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบเรีย (Berea)

เครื่องหมายสัญลักษณ์ของทางด่วนโอไฮโอ
เครื่องหมายสัญลักษณ์ประจำทางด่วนโอไฮโอ

รายละเอียดเส้นทางและการเชื่อมต่อ

ทางด่วนโอไฮโอมีความยาวรวม 241.3 ไมล์ (388.3 กิโลเมตร) โดยมีการกำหนดหมายเลขทางหลวงระหว่างรัฐ (Interstate Highways) ทับซ้อนกันในหลายช่วง ดังนี้:

  • I-80: ครอบคลุมระยะทางส่วนใหญ่ของทางด่วน ตั้งแต่พรมแดนรัฐอินดีแอนาไปจนถึงจุดตัดกับ I-76 ใกล้กับเมืองยังสทาวน์ (Youngstown) รวมระยะทาง 218.7 ไมล์ (352.0 กิโลเมตร)
  • I-90: วิ่งร่วมกับ I-80 เป็นระยะทาง 142.8 ไมล์ (229.8 กิโลเมตร) ตั้งแต่พรมแดนรัฐอินดีแอนาไปจนถึงเมืองเอลีเรีย (Elyria)
  • I-76: ครอบคลุมช่วงตะวันออกสุดระยะทาง 22.6 ไมล์ (36.4 กิโลเมตร) ตั้งแต่จุดตัด I-80/I-76 ไปจนถึงพรมแดนรัฐเพนซิลเวเนีย

แม้ว่าทางด่วนจะไม่ได้ตัดผ่านใจกลางเมืองใหญ่โดยตรง แต่ได้ออกแบบให้มีจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นเพื่อเข้าสู่เขตมหานครหลัก 4 แห่งในตอนเหนือของโอไฮโอ เช่น การเข้าสู่เขตมหานครโทเลโด (Toledo) ผ่าน I-75 และ I-280 รวมถึงการเข้าสู่คลีฟแลนด์ (Cleveland) และแอครอน (Akron) ผ่านทางหลวง I-71, I-77, I-90 และ I-480

จุดตัดทางแยกของทางด่วนโอไฮโอ
ลักษณะทางกายภาพของจุดตัดทางแยกบนทางด่วนโอไฮโอ

ประวัติการก่อสร้างและการพัฒนา

โครงการทางด่วนโอไฮโอเริ่มต้นจากการเสนอระเบียบวาระในสมัชชาใหญ่แห่งรัฐโอไฮโอเมื่อปี ค.ศ. 1947 เพื่ออนุญาตให้มีการสร้างถนนที่ใช้เงินทุนจากภาคเอกชน เดิมทีมีการวางแผนระบบทางหลวงไว้ 5 สาย แต่ต่อมาถูกลดเหลือเพียงสายเดียว เนื่องจากอีก 4 สายถูกแทนที่ด้วยแผนงานภายใต้พระราชบัญญัติทางหลวงระหว่างรัฐ (Federal Aid Highway Act) ปี ค.ศ. 1956

การก่อสร้างใช้ระยะเวลา 38 เดือน โดยใช้งบประมาณ 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐในขณะนั้น โดยมีการจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และใช้เครื่องจักรหนัก เช่น รถบูลโดเซอร์และรถเกรดเดอร์มากกว่า 2,300 คัน

ภาพถ่ายประวัติศาสตร์การก่อสร้างทางด่วนโอไฮโอ
การดำเนินงานก่อสร้างทางด่วนโอไฮโอในช่วงปี ค.ศ. 1949-1955

ทางด่วนเปิดใช้งานช่วงแรกระยะทาง 22 ไมล์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1954 และเปิดใช้งานครบทั้งเส้นทางจนถึงพรมแดนรัฐอินดีแอนาในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1955 โดยในช่วงแรกมีการกำหนดความเร็วสูงสุดสำหรับรถยนต์ที่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมง และรถบรรทุกที่ 55 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อนจะมีการปรับเพิ่มความเร็วสำหรับรถยนต์เป็น 70 ไมล์ต่อชั่วโมงในปี ค.ศ. 1963 เพื่อให้สอดคล้องกับทางหลวงระหว่างรัฐสายอื่นๆ ในพื้นที่ชนบทของโอไฮโอ

คำถามที่พบบ่อย

ทางด่วนโอไฮโอเชื่อมต่อกับรัฐใดบ้าง?

ทางด่วนโอไฮโอเชื่อมต่อกับรัฐอินดีแอนาทางทิศตะวันตก (ผ่านทางด่วนอินดีแอนา) และรัฐเพนซิลเวเนียทางทิศตะวันออก (ผ่านทางด่วนเพนซิลเวเนีย)

ใครเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบทางด่วนโอไฮโอ?

ดูแลและบำรุงรักษาโดยคณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและทางด่วนโอไฮโอ (Ohio Turnpike and Infrastructure Commission หรือ OTIC)

ทางด่วนโอไฮโอใช้หมายเลขทางหลวงอะไรบ้าง?

ทางด่วนนี้ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงระหว่างรัฐ I-80, I-90 และ I-76 ตามช่วงระยะทางที่แตกต่างกัน

ทางด่วนโอไฮโอเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อใด?

เปิดใช้งานช่วงแรกในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1954 และเปิดใช้งานครบทั้งเส้นทางในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1955