ประวัติศาสตร์และพัฒนาการของลัทธิสันตินิยมในสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- ลัทธิสันตินิยมในสหรัฐฯ มีรากฐานสำคัญจากกลุ่มศาสนาในยุคอาณานิคม เช่น กลุ่มเควกเกอร์ และเมนโนไนต์
- การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองในทศวรรษ 1960 นำหลักอหิงสาของมหาตมะ คานธี มาใช้ในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม
- กระแสสันตินิยมมักพุ่งสูงขึ้นในช่วงสงครามใหญ่ เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, สงครามเวียดนาม และการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์
- กลุ่มเควกเกอร์เคยสูญเสียอำนาจทางการเมืองในเพนซิลเวเนียเนื่องจากปฏิเสธการใช้กำลังทหารปกป้องอาณานิคม
ลัทธิสันตินิยม (Pacifism) ในสหรัฐอเมริกามีการแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพไปจนถึงการคัดค้านนโยบายการทหารในบริบทต่างๆ เช่น การต่อต้านสงครามกลางเมือง หรือการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ โดยพื้นฐานแล้ว ลัทธิสันตินิยมในสหรัฐฯ มักดำรงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งกับแนวคิดที่เชื่อว่าสงครามเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการป้องกันประเทศ แม้จะไม่ได้เป็นกระแสหลักในทุกยุคสมัย แต่การต่อต้านสงครามมีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐฯ ผ่านการขับเคลื่อนขององค์กรและนักกิจกรรมจำนวนมาก

รากฐานในยุคอาณานิคมและกลุ่มศาสนา
ในยุคอาณานิคม ลัทธิสันตินิยมมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะในอาณานิคมเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มที่ยึดถือสันติภาพ
กลุ่มคริสตจักรแห่งสันติภาพ (Peace Churches)
กลุ่มนิกายทางศาสนาจากเยอรมนี เช่น Church of the Brethren, เมนโนไนต์ (Mennonites) และอามิช (Amish) ได้นำแนวคิดต่อต้านสงครามจากยุโรปมาปรับใช้ในอเมริกา โดยมักแยกตัวออกจากสังคมส่วนใหญ่เพื่อรักษาหลักการทางศาสนา นอกจากนี้ กลุ่มเชกเกอร์ (Shakers) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการถือโสดและการยึดมั่นในสันติภาพ ก็ได้รับความสนใจในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19
กลุ่มเควกเกอร์ (Quakers)
กลุ่มเควกเกอร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดสันตินิยมในระยะยาว พวกเขาเคยควบคุมการเมืองในเพนซิลเวเนีย แต่ต้องสูญเสียอำนาจในปี ค.ศ. 1755 เนื่องจากความไม่เต็มใจที่จะใช้กำลังทหารปกป้องผู้ตั้งถิ่นฐานจากการโจมตีของชาวอินเดียนแดงที่ร่วมมือกับฝรั่งเศส ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1775–1783) กลุ่มเควกเกอร์ยึดนโยบายเป็นกลาง ไม่เข้าร่วมกองทัพ และปฏิเสธการจ่ายภาษีเพื่อการสงคราม
การเปลี่ยนแปลงในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20
หลังปี ค.ศ. 1815 สหรัฐฯ เข้าสู่ยุคโดดเดี่ยว (Isolationism) โดยมีกองทัพขนาดเล็กเมื่อเทียบกับมหาอำนาจในยุโรป อย่างไรก็ตาม กองทัพยังคงถูกใช้ในสงครามกับเม็กซิโกและชาวอินเดียนแดง
ในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ มีกลุ่มที่เรียกว่า Copperheads ในทางเหนือที่คัดค้านสงคราม ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบ เช่น การจลาจลต่อต้านการเกณฑ์ทหารในนครนิวยอร์ก หลังสงครามกลางเมือง เกิดกระแสสัจนิยม (Realism) ในวรรณกรรมที่นำเสนอภาพสงครามว่ามีความโหดร้ายและไร้ประโยชน์ แทนที่แนวคิดโรแมนติกที่มองว่าสงครามคือความกล้าหาญ โดยนักเขียนอย่าง วอลต์ วิทแมน (Walt Whitman) เริ่มสะท้อนมุมมองเชิงลบต่อสงครามในงานเขียนยุคหลัง
สงครามโลกและยุคระหว่างสงคราม
ก่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐฯ มีกระแสต่อต้านการเข้าร่วมสงครามในยุโรปอย่างรุนแรง เห็นได้จากสโลแกนหาเสียงของประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ในปี 1916 ที่ว่า "He kept us out of the war" อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมสงครามในปี 1917
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ลัทธิสันตินิยมเริ่มมีการจัดตั้งเป็นระบบมากขึ้น ทหารผ่านศึกที่เผชิญความโหดร้ายในสงคราม (Lost Generation) และนักเขียนอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) และ จอห์น ดอส พาสซอส (John Dos Passos) ได้ส่งเสริมแนวคิดสันตินิยมแบบอ่อน ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) การต่อต้านสงครามกลายเป็นพลังสำคัญ จนกระทั่งการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ทำให้กระแสสันตินิยมในสหรัฐฯ เงียบลงเกือบทั้งหมด
ยุคสงครามเย็นและการเคลื่อนไหวสมัยใหม่
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและดำเนินนโยบายแทรกแซงต่างประเทศเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การเข้าร่วมสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม
การต่อต้านสงครามเวียดนามและอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อสถานการณ์ในเวียดนามเลวร้ายลงและมีการเกณฑ์ทหารจำนวนมาก จึงเกิดขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างกว้างขวางจนถึงปี 1973 ต่อมาในทศวรรษ 1980 และ 1990 ได้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์และการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์
อหิงสาและการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง
ในช่วงทศวรรษ 1960 การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) ได้นำหลักการ "การปฏิบัติโดยตรงแบบไม่ใช้ความรุนแรง" (Nonviolent Direct Action) มาใช้ โดยได้รับอิทธิพลจาก มหาตมะ คานธี ผู้นำอย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ใช้การบอยคอตและการประท้วงอย่างสงบเพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
สันตินิยมในศตวรรษที่ 21
หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 สหรัฐฯ เริ่ม "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีกลุ่มสันตินิยมขนาดเล็กคัดค้านการทำสงครามเหล่านี้ รวมถึงมีการเคลื่อนไหวคัดค้านความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบัน องค์กรที่ขับเคลื่อนแนวคิดสันตินิยมในปัจจุบันมีทั้งองค์กรทางการเมืองและศาสนา เช่น สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) และ Catholic Peace Fellowship
คำถามที่พบบ่อย
ลัทธิสันตินิยมในสหรัฐอเมริกามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร?
เริ่มต้นจากกลุ่มศาสนาในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะในเพนซิลเวเนีย เช่น กลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) และกลุ่มคริสตจักรแห่งสันติภาพ (Peace Churches) ที่ยึดถือหลักการไม่ใช้ความรุนแรงตามความเชื่อทางศาสนา
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นำแนวคิดสันตินิยมมาใช้ได้อย่างไร?
เขาใช้กลยุทธ์ 'การปฏิบัติโดยตรงแบบไม่ใช้ความรุนแรง' (Nonviolent Direct Action) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมหาตมะ คานธี โดยใช้การประท้วงและการบอยคอตเพื่อสร้างวิกฤตทางสังคมที่บีบให้รัฐบาลต้องเจรจาและแก้ไขปัญหาการเหยียดผิว
เหตุการณ์ใดที่ทำให้กระแสสันตินิยมในสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว?
การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์โดยญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เสียงคัดค้านสงครามและวาทกรรมสันตินิยมในสหรัฐฯ เงียบลง เพื่อรวมพลังเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
