สนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1783 จุดสิ้นสุดสงครามปฏิวัติอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- ลงนามเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1783 ณ กรุงปารีส และพระราชวังแวร์ซาย
- บริเตนใหญ่ยอมรับเอกราชและอำนาจอธิปไตยของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
- ถือเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง (First British Empire)
- ฝรั่งเศสได้รับดินแดนบางส่วนแต่ประสบวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส
สนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1783 (Peace of Paris 1783) คือชุดของสนธิสัญญาที่นำไปสู่การยุติสงครามปฏิวัติอเมริกา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1783 เมื่อตัวแทนของพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งบริเตนใหญ่ ได้ลงนามในสนธิสัญญากับตัวแทนของสหรัฐอเมริกา ณ กรุงปารีส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สนธิสัญญาปารีส (1783) พร้อมกันนั้นยังมีการลงนามในสนธิสัญญาอีกสองฉบับที่พระราชวังแวร์ซายกับตัวแทนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส และพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสเปน ซึ่งเรียกว่า สนธิสัญญาแวร์ซาย (1783)
สาระสำคัญและการรับรองเอกราช
ข้อกำหนดหลักของสนธิสัญญาคือการที่บริเตนใหญ่ยอมรับในเอกราชและอำนาจอธิปไตยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมเป็นอาณานิคม 13 แห่งบริเวณชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ การยอมรับครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง (First British Empire) โดยสหรัฐอเมริกาสามารถบรรลุข้อตกลงที่ได้ประโยชน์มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการได้รับดินแดนทางทิศตะวันตก
ผลกระทบต่อมหาอำนาจในยุโรป
สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในฐานะพันธมิตรและคู่สงครามดังนี้:
- ฝรั่งเศส: สามารถล้างแค้นบริเตนใหญ่จากความพ่ายแพ้ในสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) โดยได้รับเกาะโตบาโกและเซเนกัล อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายทางการเงินเนื่องจากการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนสงคราม ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางส่วนวิเคราะห์ว่าวิกฤตการเงินในช่วงทศวรรษ 1780 นี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
- สเปน: ได้รับดินแดนไมโนร์กา (Minorca), ฟลอริดาตะวันตก และฟลอริดาตะวันออกคืนจากบริเตนใหญ่ แต่ไม่สามารถยึดครองยิบรอลตาร์ได้
- สาธารณรัฐดัตช์: มีการลงนามในสนธิสัญญาเบื้องต้นในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1783 เพื่อยุติสงครามแองโกล-ดัตช์ครั้งที่ 4 แต่สนธิสัญญาฉบับสมบูรณ์ลงนามเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1784 โดยทางดัตช์ไม่ได้รับผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญจากสงครามครั้งนี้
เส้นทางสู่การเจรจาสันติภาพ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ของพลโทชาร์ลส์ คอร์นวอลลิส (Lieutenant General Charles Cornwallis) ที่ยอร์กทาวน์ ต่อกองทัพผสมฝรั่งเศส-อเมริกา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1781 ข่าวนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับรัฐสภาบริเตนใหญ่ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายทางการทหารจากการรุกรานเป็นการตั้งรับ
ความล้มเหลวในการรักษาฐานที่มั่นในเวสต์อินดีสและการสูญเสียไมโนร์กาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้รัฐบาลของลอร์ดนอร์ท (Lord North) เผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น จนนำไปสู่การลาออกในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1782 และการก้าวขึ้นมาของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของลอร์ดร็อกกิงแฮม (Lord Rockingham) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการนำบริเตนใหญ่ออกจากสงครามทั้งสี่ด้านที่กำลังดำเนินอยู่ และเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายอเมริกา
คำถามที่พบบ่อย
สนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1783 มีความสำคัญอย่างไร?
มีความสำคัญสูงสุดในการยุติสงครามปฏิวัติอเมริกา โดยบริเตนใหญ่ยอมรับว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเอกราชและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง
นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว มีประเทศใดเกี่ยวข้องในสนธิสัญญานี้บ้าง?
มีฝรั่งเศสและสเปน ซึ่งมีการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย (1783) เพื่อตกลงเรื่องดินแดนและผลประโยชน์ในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงสาธารณรัฐดัตช์ที่ลงนามเพื่อยุติสงครามแองโกล-ดัตช์ครั้งที่ 4
ผลกระทบทางการเงินต่อฝรั่งเศสจากสงครามครั้งนี้คืออะไร?
ฝรั่งเศสต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการรบกับบริเตนใหญ่ ทำให้เกิดวิกฤตการเงินอย่างหนักในทศวรรษ 1780 ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส
