เซอร์ อัลเบมาร์ล เบอร์ตี นายพลเรือผู้เต็มไปด้วยข้อพิพาทในราชนาวีอังกฤษ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นนายพลเรือของราชนาวีอังกฤษที่มีบทบาทในสงครามปฏิวัติอเมริกา สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส และสงครามนโปเลียน
- เคยตกเป็นเชลยศึกของฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 ปี หลังจากเรือ Fox ถูกยึดในสงครามปฏิวัติอเมริกา
- เป็นที่ถกเถียงในเรื่องการชิงความดีความชอบในการยึดเกาะมอริเชียสจากฝรั่งเศส
- ได้รับบรรดาศักดิ์บารอนเน็ตและเครื่องราชอิสริยาภรณ์บาร์ธ (KCB) ในช่วงบั้นปลายชีวิต
เซอร์ อัลเบมาร์ล เบอร์ตี (Sir Albemarle Bertie, 1st Baronet, KCB) เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1755 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1824 เป็นนายทหารระดับสูงของราชนาวีอังกฤษ (Royal Navy) ผู้มีประวัติการรับราชการยาวนาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา เนื่องจากพฤติกรรมและการตัดสินใจในหลายเหตุการณ์สำคัญ
ประวัติช่วงต้น
เบอร์ตีเกิดที่เมืองสวินสเตด (Swinstead) ในมณฑลลินคอล์นเชียร์ เป็นบุตรนอกสมรสของลอร์ด อัลเบมาร์ล เบอร์ตี และแมรี โคลแบ็ก โดยเขามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับดุ๊กแห่งแอนแคสเตอร์และเคสเตเวน (Duke of Ancaster and Kesteven) ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของเขามีบันทึกไว้น้อยมาก
เส้นทางอาชีพในราชนาวี
ช่วงเริ่มต้นและสงครามปฏิวัติอเมริกา
เบอร์ตีเข้าสู่ราชนาวีโดยไม่ปรากฏวันที่แน่ชัด แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นร้อยโท (Lieutenant) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1777 ขณะอายุ 22 ปี ซึ่งถือว่าอายุมากกว่านายทหารร่วมรุ่นส่วนใหญ่ ในเวลาต่อมาเขาได้ประจำการบนเรือฟริเกต Fox และได้เข้าร่วมในยุทธการที่อูชอง (First Battle of Ushant) ซึ่งเป็นการรบที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
เหตุการณ์สำคัญในช่วงนี้คือการที่เรือ Fox ถูกเรือ Junon ของฝรั่งเศสยึดได้เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1778 ส่งผลให้เบอร์ตีต้องตกเป็นเชลยศึกในฝรั่งเศสเป็นเวลาสองปี ก่อนจะได้รับการแลกเปลี่ยนตัวและกลับมาเป็นพยานในศาลทหารของพลเรือเอก ฮิวจ์ พัลลิเซอร์ (Admiral Hugh Palliser) ในปี ค.ศ. 1779
หลังจากนั้น เบอร์ตีประสบปัญหาขาดแคลนตำแหน่งว่างสำหรับนายทหารรุ่นเยาว์ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา ทำให้เขาไม่มีเรือประจำการอยู่ถึงสองปี จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1782 เขาจึงได้รับแต่งตั้งเป็นกัปตันเรือฟริเกต Crocodile และต่อมาได้บัญชาการเรือ Nymphe ในช่วงสั้นๆ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ค.ศ. 1787
สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน
ในปี ค.ศ. 1790 เบอร์ตีได้รับบัญชาการเรือฟริเกต Latona และก้าวขึ้นเป็นกัปตันเรือรบหลวง (Ship of the Line) ชื่อ Edgar ในปี ค.ศ. 1792 ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในการยึดเรือ Le Général Dumourier ของฝรั่งเศส พร้อมทรัพย์สินและสินค้ามูลค่ามหาศาล
ในปี ค.ศ. 1793 เขาเข้าประจำการในกองเรือช่องแคบ (Channel Fleet) ภายใต้การนำของลอร์ดโฮว์ (Lord Howe) โดยบัญชาการเรือ Thunderer และได้เข้าร่วมในยุทธการ 1 มิถุนายน (Glorious First of June) ในปี ค.ศ. 1794 อย่างไรก็ตาม เบอร์ตีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถนำเรือเข้าประชิดกองเรือฝรั่งเศสได้ และลอร์ดโฮว์ไม่ได้ระบุชื่อเขาในรายงานการรบ ส่งผลให้เขาไม่ได้รับเหรียญที่ระลึกเหมือนกัปตันเรือลำอื่นๆ
ในช่วงทศวรรษต่อมา เบอร์ตีปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและปิดล้อมในกองเรือช่องแคบ โดยบัญชาการเรือหลายลำ เช่น Renown, Windsor และ Malta จนกระทั่งได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเรือตรี (Rear-Admiral) ในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1804 และเลื่อนเป็นพลเรือโท (Vice-Admiral) ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1808 โดยได้รับมอบหมายให้ดูแลสถานีเคปกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope Station) ในแอฟริกาใต้
การยึดเกาะมอริเชียสและข้อพิพาท
ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1810 เบอร์ตีได้นำกองกำลังเข้ายึดเกาะมอริเชียสจากฝรั่งเศส แต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อพบว่าการสู้รบส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้วโดยการนำของพลเรือเอก วิลเลียม โอไบรอัน ดรูรี (Admiral William O'Bryen Drury) ก่อนที่เบอร์ตีจะเดินทางมาถึง
เบอร์ตีกลับมาอ้างความดีความชอบในการยึดเกาะมอริเชียส ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับพลเรือเอกดรูรีและลอร์ดมินโต (Lord Minto) จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อกระทรวงทหารเรือ (Admiralty) เบอร์ตีพยายามขอให้มีการตั้งศาลทหารเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน แต่กระทรวงทหารเรือปฏิเสธเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอื้อฉาว
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลในปี ค.ศ. 1812 เบอร์ตีกลับมาได้รับความโปรดปรานอีกครั้ง และได้รับแต่งตั้งเป็นบารอนเน็ต (Baronet) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1812 เพื่อเป็นรางวัลสำหรับการยึดเกาะมอริเชียส หลังจากที่พลเรือเอกดรูรีเสียชีวิตลง
การเกษียณอายุและบั้นปลายชีวิต
เบอร์ตีเกษียณอายุราชการในปี ค.ศ. 1813 และย้ายไปพำนักที่คฤหาสน์ดอนนิงตัน (Donnington) ในเบิร์กเชียร์ แม้จะเกษียณแล้ว แต่เขายังได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเรือเอก (Full Admiral) ในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1814 และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินคอมมานเดอร์แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์บาร์ธ (Knight Commander of the Order of the Bath - KCB) ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1815
เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1824 โดยมีบุตรชายเพียงคนเดียวคือ เซอร์ ลินด์เซย์ เจมส์ เบอร์ตี (Sir Lyndsey James Bertie) เป็นผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์บารอนเน็ต แม้จะมีบันทึกว่าบุตรชายสืบทอดตำแหน่ง แต่มีหลักฐานระบุว่าลินด์เซย์อาจเสียชีวิตในยุทธการที่วอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1815 และไม่ถูกระบุชื่อในพินัยกรรมของบิดาที่เขียนขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1815
คำถามที่พบบ่อย
เซอร์ อัลเบมาร์ล เบอร์ตี คือใคร?
เขาคือนายพลเรือของราชนาวีอังกฤษในศตวรรษที่ 18 และ 19 ผู้มีบทบาทในสงครามสำคัญหลายครั้ง แต่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นบุคคลที่ถกเถียงกันในเรื่องเกียรติยศและการตัดสินใจทางทหาร
ทำไมเบอร์ตีถึงเป็นบุคคลที่น่าโต้เถียงในกองทัพ?
เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเหตุการณ์ เช่น การไม่นำเรือเข้าประชิดศัตรูในยุทธการ 1 มิถุนายน และการอ้างความดีความชอบในการยึดเกาะมอริเชียส ทั้งที่การรบส่วนใหญ่เสร็จสิ้นลงก่อนที่เขาจะมาถึง
เบอร์ตีได้รับรางวัลอะไรบ้าง?
เขาได้รับบรรดาศักดิ์บารอนเน็ต (Baronet) และได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินคอมมานเดอร์แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์บาร์ธ (KCB)