← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การช่วยชีวิตขั้นสูงในเด็ก (Pediatric Advanced Life Support)

สรุปใจความสำคัญ

  • PALS เป็นหลักสูตรของ AHA สำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อจัดการภาวะวิกฤตในเด็ก
  • การ CPR ในเด็กที่มีผู้ช่วยเหลือ 2 คนขึ้นไป ใช้อัตราส่วนการกดหน้าอกต่อการช่วยหายใจที่ 15:2
  • การประเมินผู้ป่วยเด็กวิกฤตใช้ระบบ ABC (Initial) และ ABCDE (Primary) เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ
  • ความลึกในการกดหน้าอกสำหรับทารกคือ 1.5 นิ้ว และสำหรับเด็กคือ 2 นิ้ว

การช่วยชีวิตขั้นสูงในเด็ก หรือ PALS (Pediatric Advanced Life Support) เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมที่พัฒนาโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association - AHA) ออกแบบมาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเด็กและทารกในหน่วยงานวิกฤต เช่น ห้องฉุกเฉิน (ER), หอผู้ป่วยหนัก (ICU) และหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถประเมินอาการของผู้ป่วยเด็กที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยรุนแรง ตลอดจนระบุและรักษาภาวะหายใจล้มเหลว ภาวะช็อก และภาวะหัวใจหยุดเต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกู้ชีพขั้นพื้นฐานในเด็ก (Pediatric Basic Life Support - BLS)

PALS ต่อยอดมาจากหลักสูตรการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) ของ AHA โดยเน้นย้ำว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นคือการทำ CPR ที่มีคุณภาพสูง

ขั้นตอนการปฏิบัติการกู้ชีพ (CPR)

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าหัวใจหยุดเต้น ให้ดำเนินการตามลำดับดังนี้:

  • การประเมินเบื้องต้น: ตรวจสอบการตอบสนอง เรียกขอความช่วยเหลือ และเปิดระบบตอบโต้เหตุฉุกเฉิน
  • การตรวจสอบสัญญาณชีพ: ประเมินการหายใจและชีพจร (ชีพจรที่แขน Brachial pulse สำหรับทารก และชีพจรที่คอ Carotid pulse สำหรับเด็ก) ภายในเวลาไม่เกิน 10 วินาที
  • การเริ่ม CPR: หากไม่พบชีพจรและไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก ให้เริ่มการกดหน้าอกและช่วยหายใจทันที

อัตราส่วนการกดหน้าอกและการช่วยหายใจ

จำนวนผู้ช่วยเหลืออัตราส่วน (กดหน้าอก : ช่วยหายใจ)
ผู้ช่วยเหลือ 1 คน30 : 2
ผู้ช่วยเหลือ 2 คนขึ้นไป15 : 2

เกณฑ์การกดหน้าอก: ความเร็วในการกดควรอยู่ที่ 100-120 ครั้งต่อนาที โดยความลึกของการกดหน้าอกสำหรับทารกคือ 1.5 นิ้ว และสำหรับเด็กคือ 2 นิ้ว

เทคนิคการกดหน้าอกตามช่วงวัย

  • ทารก: ใช้เทคนิคสองนิ้ว (สำหรับผู้ช่วยเหลือคนเดียว) โดยกดบริเวณกระดูกหน้าอกใต้ระดับราวนม หรือใช้เทคนิคสองนิ้วหัวแม่มือโอบรอบอก (สำหรับผู้ช่วยเหลือ 2 คน)
  • เด็ก: ใช้ส้นมือข้างเดียววางบนหน้าอกส่วนล่างและกดลงโดยให้แขนเหยียดตรง
การสาธิตการกดหน้าอกในเด็ก
ภาพแสดงตำแหน่งและวิธีการกดหน้าอกที่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยเด็ก

การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)

หากความช่วยเหลือยังมาไม่ถึงภายใน 2 นาที ให้เรียกขอความช่วยเหลืออีกครั้งและนำเครื่อง AED มาใช้ โดยติดตั้งแผ่นนำไฟฟ้า (Pads) บนตัวเด็กโดยไม่ให้ขัดจังหวะการกดหน้าอก เครื่อง AED จะวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ หากเครื่องระบุว่าต้องช็อกไฟฟ้า ให้ดำเนินการช็อกและเริ่ม CPR ทันทีหลังการช็อก

ระบบการประเมินผู้ป่วยเด็ก (Systematic Assessment)

PALS ใช้แนวทางการประเมินอย่างเป็นระบบเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ระบุภาวะคุกคามต่อชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

1. การประเมินเบื้องต้น (Initial Assessment)

เป็นการประเมินอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีแรก โดยใช้หลักการ ABC:

  • Appearance (ลักษณะทั่วไป): ระดับความรู้สึกตัว การตอบสนอง การพูด หรือการร้องไห้
  • Breathing (การหายใจ): การหายใจ การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ หรือเสียงหายใจที่ผิดปกติ
  • Circulation (สีผิว): สีผิวซีด เขียวคล้ำ หรือมีจุดเลือดออก

2. การประเมินขั้นต้น (Primary Assessment)

ใช้หลักการ ABCDE เพื่อประเมินและจัดการปัญหาเร่งด่วน:

  • Airway (ทางเดินหายใจ): ตรวจสอบว่าทางเดินหายใจเปิดโล่งหรือมีการอุดกั้น
  • Breathing (การหายใจ): ประเมินอัตราการหายใจ ความพยายามในการหายใจ เสียงปอด และระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2)
  • Circulation (การไหลเวียนโลหิต): ประเมินอัตราการเต้นของหัวใจ จังหวะการเต้น สีผิว อุณหภูมิผิวหนัง ระยะเวลาการคืนกลับของเลือดในหลอดเลือดฝอย (Capillary refill time) และความดันโลหิต
  • Disability (ความบกพร่องทางระบบประสาท): ประเมินด้วย AVPU scale (Alert, Voice, Pain, Unresponsive), Glasgow Coma Scale (GCS) และระดับน้ำตาลในเลือด (เพื่อแยกภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ)
  • Exposure (การเปิดสำรวจ): ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกาย ร่องรอยการบาดเจ็บ หรือผื่นตามผิวหนัง

3. การประเมินขั้นที่สอง (Secondary Assessment)

เมื่อผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายเบื้องต้น จะดำเนินการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและซักประวัติทางการแพทย์โดยใช้หลัก SAMPLE:

  • S (Signs and Symptoms): อาการและอาการแสดง
  • A (Allergies): ประวัติการแพ้
  • M (Medications): ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงวิตามินและสมุนไพร
  • P (Past Medical History): ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและการผ่าตัด
  • L (Last Meal): อาหารมื้อสุดท้าย (สำคัญสำหรับการพิจารณาดมยาสลบหรือผ่าตัด)
  • E (Events): เหตุการณ์ที่นำมาสู่การเจ็บป่วย

คำถามที่พบบ่อย

PALS แตกต่างจากการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) อย่างไร?

BLS เน้นการกู้ชีพเบื้องต้น เช่น การกดหน้าอกและการช่วยหายใจ ส่วน PALS เป็นการกู้ชีพขั้นสูงที่รวมการประเมินอย่างเป็นระบบ การใช้ยา และการจัดการทางเดินหายใจขั้นสูงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

ทำไมการ CPR ในเด็กจึงใช้อัตราส่วน 15 2 เมื่อมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน?

เพื่อให้เด็กได้รับออกซิเจนมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของการหยุดเต้นของหัวใจในเด็กมักเกิดจากปัญหาทางระบบหายใจมากกว่าปัญหาทางหัวใจโดยตรง

หลักการ SAMPLE ในการประเมินผู้ป่วยเด็กคืออะไร?

เป็นตัวช่วยจำในการซักประวัติ ได้แก่ Signs (อาการ), Allergies (การแพ้), Medications (ยา), Past medical history (ประวัติการเจ็บป่วย), Last meal (อาหารมื้อสุดท้าย) และ Events (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น)