← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในเด็ก

สรุปใจความสำคัญ

  • PBLS มีเป้าหมายเพื่อป้องกันความเสียหายของสมองจากการขาดออกซิเจนในเด็ก
  • การแบ่งกลุ่มผู้ป่วยเด็กแบ่งเป็น ทารกแรกเกิด (0-28 วัน), ทารก (1 เดือน-1 ปี) และเด็ก (1 ปี-วัยรุ่น)
  • แนวทางปฏิบัติสากลมีการปรับเปลี่ยนจากลำดับ ABC เป็น CAB ในบางมาตรฐานเพื่อเน้นการกดหน้าอกให้เร็วที่สุด
  • ทารกแรกเกิดที่มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาทีหลังจากช่วยหายใจ ต้องได้รับการฟื้นคืนชีพทันที

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในเด็ก (Pediatric Basic Life Support หรือ PBLS) คือกระบวนการกู้ชีพฉุกเฉินที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันความเสียหายของสมองจากการขาดออกซิเจน (Anoxic brain damage) โดยการกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจกลับมาทำงานได้เองตามธรรมชาติในกรณีที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง PBLS และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในผู้ใหญ่ (Adult BLS) คือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ป่วยเด็ก ซึ่งมีความแตกต่างทางสรีรวิทยาและสาเหตุของการหยุดเต้นของหัวใจ โดยการปฏิบัติสามารถทำได้โดยบุคคลทั่วไปโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือยา และมีการแบ่งเกณฑ์การปฏิบัติงานตามช่วงอายุของเด็กดังนี้:

  • ทารกแรกเกิด (Baby): อายุตั้งแต่ 0 ถึง 28 วัน
  • ทารก (Infant): อายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 12 เดือน
  • เด็ก (Youth): อายุตั้งแต่ 12 เดือน จนถึงวัยเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น (ประมาณ 10–11 ปี)

แนวทางปฏิบัติระดับสากล

องค์กรด้านการกู้ชีพ เช่น สภาการฟื้นคืนชีพแห่งยุโรป (European Resuscitation Council) และสมาคมหัวใจอเมริกัน (American Heart Association) ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติซึ่งมีการปรับปรุงทุกๆ 5 ปี เพื่อให้ผู้กู้ชีพทั้งที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปใช้เป็นมาตรฐาน

ความแตกต่างระหว่างลำดับ ABC และ CAB

ในอดีต แนวทางปฏิบัติมักใช้ลำดับ ABC ซึ่งเน้นที่การเปิดทางเดินหายใจ (Airway), การช่วยหายใจ (Breathing) และการไหลเวียนโลหิต (Circulation) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัติของสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนมาใช้ลำดับ CAB เพื่อให้ผู้กู้ชีพเริ่มทำการกดหน้าอก (Chest Compressions) ได้ทันทีเมื่อยืนยันว่าหัวใจหยุดเต้น โดยไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบการหายใจเป็นเวลานาน เนื่องจากทุกนาทีมีผลอย่างมากต่อโอกาสการรอดชีวิต

การปรับใช้สำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญเฉพาะทาง

ตามแนวทางปฏิบัติปี 2010 ระบุว่าผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในผู้ใหญ่ แต่ไม่มีความรู้เฉพาะทางด้านเด็ก สามารถนำขั้นตอนการกู้ชีพของผู้ใหญ่มาปรับใช้กับเด็กได้ทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือ

ขั้นตอนการปฏิบัติแบบ ABC (Airway, Breathing, Circulation)

สำหรับผู้กู้ชีพที่ใช้ลำดับ ABC มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้:

  1. ตรวจสอบระดับความรู้สึกตัว: เรียกเด็กและสังเกตการตอบสนอง หากไม่มีการตอบสนอง ให้ลองใช้สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เช่น การหยิกเบาๆ
  2. ขอความช่วยเหลือ: หากเด็กไม่ตอบสนอง ให้รีบโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพหรือขอความช่วยเหลือทันที
  3. จัดท่าทาง: วางเด็กนอนหงายบนพื้นแข็ง (เช่น โต๊ะหรือพื้น) จัดระเบียบแขนขาให้ตรง และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายที่รุนแรง
  4. เปิดทางเดินหายใจ: จัดศีรษะให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นกลาง (Neutral position) โดยในทารกอาจใช้ผ้าพับผืนเล็กหนุนหลังเพื่อให้แนวสายตาและหูตั้งฉากกับพื้น ส่วนในเด็กโตให้แหงนศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย
  5. ตรวจสอบการหายใจ: ใช้เทคนิค "G.A.S." (Look, Listen, Feel) คือ ดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก ฟังเสียงลมหายใจ และสัมผัสกระแสลมที่จมูกหรือปาก โดยใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที

การดำเนินการหลังการตรวจสอบ

  • หากเด็กหายใจแต่ยังหมดสติ: ให้จัดท่าพักฟื้น (Recovery position) และตรวจสอบอาการเป็นระยะจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
  • หากเด็กไม่หายใจ: ให้ทำการช่วยหายใจแบบปากต่อปาก (Mouth-to-mouth) หรือใช้ถุงลมช่วยหายใจ (Self-expandable balloon) ขนาด 500 มล. จำนวน 5 ครั้งอย่างระมัดระวัง หากอาการไม่ดีขึ้น ให้เริ่มทำการฟื้นคืนชีพด้วยการกดหน้าอกและช่วยหายใจ (CPR)
  • กรณีช่วยเหลือเพียงลำพัง: ให้ทำการ CPR เป็นเวลา 1 นาทีก่อนที่จะโทรขอความช่วยเหลือ

การกู้ชีพในทารกแรกเกิด

สำหรับทารกแรกเกิด หากพบอาการดังต่อไปนี้:

  • กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก (Muscle atonia)
  • เสียงร้องเบาหรือไม่มีเสียงร้อง
  • อัตราการหายใจต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
  • อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 110 ครั้งต่อนาที

ให้เริ่มทำการช่วยหายใจด้วยอัตรา 30 ครั้งต่อนาที หากผ่านไป 15 ครั้ง (ประมาณ 30 วินาที) แล้วอัตราการเต้นของหัวใจยังคงต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที ให้เริ่มขั้นตอนการฟื้นคืนชีพ (Resuscitation) ทันที

ข้อแนะนำสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

บุคลากรทางการแพทย์ควรพิจารณาใช้ท่อเปิดทางเดินหายใจ (Oropharyngeal airway) หากมีอุปกรณ์ โดยในทารกให้ใช้ไม้กดลิ้นช่วยใส่โดยไม่ต้องหมุนท่อ หลังจากช่วยหายใจ 5 ครั้งแรก หากได้ผล ให้ตรวจสอบสัญญาณการไหลเวียนโลหิต เช่น การเคลื่อนไหว การไอ หรือการตรวจชีพจร โดยใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที

  • หากพบสัญญาณการไหลเวียนหรือหัวใจเต้นมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที ให้ช่วยหายใจต่อไปในอัตรา 20 ครั้งต่อนาที
  • หากไม่พบสัญญาณการไหลเวียน ให้เริ่มทำการฟื้นคืนชีพทันที

ในกรณีที่อากาศไม่สามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ ให้สงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้น (Foreign body obstruction) และให้ดำเนินการกดหน้าอกควบคู่ไปกับการทำหัตถการนำสิ่งแปลกปลอมออกสำหรับเด็กที่หมดสติ

คำถามที่พบบ่อย

PBLS แตกต่างจากการช่วยชีวิตผู้ใหญ่ (Adult BLS) อย่างไร?

PBLS ออกแบบมาเพื่อสรีรวิทยาของเด็กโดยเฉพาะ มีการแบ่งช่วงอายุ (ทารกแรกเกิด, ทารก, เด็ก) และในบางกรณีจะเริ่มด้วยการช่วยหายใจ 5 ครั้งก่อนการกดหน้าอก ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่ที่เน้นการกดหน้าอกเป็นหลัก

หากไม่เคยฝึก PBLS แต่เคยฝึก BLS ของผู้ใหญ่ สามารถช่วยเด็กได้หรือไม่?

ได้ ตามแนวทางปฏิบัติปี 2010 ระบุว่าผู้ที่ฝึก BLS ผู้ใหญ่สามารถนำขั้นตอนที่ตนเองทราบมาใช้กับเด็กได้ทันทีเพื่อป้องกันความล่าช้าในการช่วยเหลือ

การตรวจสอบการหายใจแบบ G.A.S. คืออะไร?

คือการ ดู (Look) การขึ้นลงของหน้าอก, ฟัง (Listen) เสียงลมหายใจ และสัมผัส (Feel) กระแสลมที่ออกมาจากจมูกหรือปาก โดยใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที

เมื่อใดที่ต้องเริ่มกดหน้าอกในทารกแรกเกิด?

เมื่อให้การช่วยหายใจในอัตรา 30 ครั้งต่อนาทีเป็นเวลา 30 วินาทีแล้ว แต่อัตราการเต้นของหัวใจยังคงต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที

ควรทำอย่างไรหากเด็กหายใจแต่ยังหมดสติ?

ควรจัดให้เด็กอยู่ในท่าพักฟื้น (Recovery position) เพื่อป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้นและตรวจสอบอาการเป็นระยะจนกว่าทีมแพทย์จะมาถึง