← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สวนพฤกษศาสตร์และอุทยานประวัติศาสตร์รัฐ Planting Fields

สรุปใจความสำคัญ

  • ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Upper Brookville รัฐนิวยอร์ก มีพื้นที่กว่า 400 เอเคอร์
  • คฤหาสน์หลัก (Coe Hall) สร้างขึ้นในสไตล์ Tudor Revival ระหว่างปี ค.ศ. 1918-1921
  • เป็นแหล่งรวบรวมพรรณไม้หายากจากทั่วโลก รวมถึงต้น Fairhaven Beech ที่ขนย้ายมาจากแมสซาชูเซตส์
  • ถูกมอบให้เป็นอุทยานแห่งรัฐของนิวยอร์กในปี ค.ศ. 1949

สวนพฤกษศาสตร์และอุทยานประวัติศาสตร์รัฐ Planting Fields (Planting Fields Arboretum State Historic Park) เป็นสวนพฤกษศาสตร์และอุทยานแห่งรัฐที่มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 400 เอเคอร์ (ประมาณ 160 เฮกตาร์) ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Upper Brookville ในเมือง Oyster Bay รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ภายในอุทยานประกอบด้วยคฤหาสน์ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นที่พักอาศัยส่วนตัว เรือนกระจก สวนหลากหลายรูปแบบ เส้นทางเดินป่า และคอลเลกชันพรรณไม้ที่โดดเด่น

ทัศนียภาพของสวนพฤกษศาสตร์ Planting Fields ในรัฐนิวยอร์ก
สวนพฤกษศาสตร์และอุทยานประวัติศาสตร์รัฐ Planting Fields ตั้งอยู่ในรัฐนิวยอร์ก

ประวัติความเป็นมา

ชื่อ "Planting Fields" มีที่มาจากชาวอินเดียนแดงเผ่า Matinecock ซึ่งเคยใช้พื้นที่บริเวณนี้ในการเพาะปลูกพืชผลบนดินที่อุดมสมบูรณ์เหนืออ่าว Long Island Sound

ประวัติของพื้นที่ในปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1904 ถึง 1912 เมื่อ Helen MacGregor Byrne ภรรยาของ James Byrne ทนายความชาวนิวยอร์ก ได้ซื้อที่ดินเกษตรกรรม 6 แห่ง และเรียกพื้นที่นี้ว่า "Upper Planting Fields Farm" โดยมีการจ้าง James Leal Greenleaf สถาปนิกภูมิทัศน์มาออกแบบสวนและแนวรั้วต้นไม้ในช่วงปี ค.ศ. 1904 ถึง 1910

แผนที่หรือภาพมุมกว้างของพื้นที่อุทยานในสหรัฐอเมริกา
พื้นที่ของ Planting Fields ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา

การพัฒนาโดยตระกูล Coe

ในปี ค.ศ. 1913 William Robertson Coe ผู้บริหารด้านการประกันภัยและรถไฟ และภรรยา Mary "Mai" Huttleston Coe (บุตรสาวของ Henry H. Rogers มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Standard Oil) ได้ซื้อคฤหาสน์และที่ดินขนาด 353 เอเคอร์ และเริ่มปรับปรุงภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ภายใต้การดูแลของบริษัทออกแบบจากบอสตัน นำโดย Guy Lowell และ A. Robeson Sargent

หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าจดจำคือการขนย้ายต้นบีช (Beech) ขนาดมหึมาสองต้นจาก Fairhaven รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Mai Coe ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1915 โดยต้นไม้ทั้งสองถูกขนส่งผ่านอ่าว Long Island Sound ด้วยเรือเฟอร์รี่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงต้นเดียวที่รอดชีวิตและเติบโตจนกลายเป็น "Fairhaven Beech" ที่โดดเด่นของสวนแห่งนี้

นอกจากนี้ ตระกูล Coe ยังได้สะสมพรรณไม้หายากจากทั่วโลก เช่น กุหลาบพันปี (Rhododendrons) จากอังกฤษ, แอปเปิลป่าและเชอร์รี่จากญี่ปุ่น รวมถึงการสร้างเรือน Camellia House ในปี ค.ศ. 1917 เพื่อปลูกต้นคามิลเลียสายพันธุ์ Camellia reticulata ซึ่งไม่เคยมีการปลูกในสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านั้น

ภาพคฤหาสน์ Coe Hall ท่ามกลางสวนพฤกษศาสตร์
คฤหาสน์หลัก (Main House) หรือ Coe Hall สถาปัตยกรรมแบบ Tudor Revival

คฤหาสน์ Coe Hall

คฤหาสน์หลังแรกของที่ดินแห่งนี้ถูกไฟไหม้จนหมดสิ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1918 จึงมีการสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ขึ้นทดแทนระหว่างปี ค.ศ. 1918 ถึง 1921 โดยออกแบบในสไตล์ Tudor Revival และกรุด้วยหินปูนจากรัฐอินดีแอนา (Indiana limestone) ออกแบบโดยบริษัท Walker & Gillette โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านชนบทในอังกฤษ เช่น Moyns Park และ Athelhampton

คฤหาสน์หลังนี้มีห้องถึง 67 ห้อง และเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งในยุค Gilded Age ของสหรัฐอเมริกา

การส่งมอบเป็นอุทยานแห่งรัฐ

William และ Mai Coe มีความหลงใหลในพฤกษศาสตร์อย่างมาก ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ในปี ค.ศ. 1949 William Coe ได้มอบที่ดินขนาด 353 เอเคอร์ให้แก่รัฐนิวยอร์ก เพื่อให้กลายเป็นอุทยานแห่งรัฐและเปิดให้สาธารณชนเข้าชม

คำถามที่พบบ่อย

Planting Fields คืออะไร?

เป็นสวนพฤกษศาสตร์และอุทยานประวัติศาสตร์แห่งรัฐในรัฐนิวยอร์ก ซึ่งประกอบด้วยคฤหาสน์ Coe Hall และคอลเลกชันพรรณไม้หายาก

คฤหาสน์ Coe Hall มีลักษณะเด่นอย่างไร?

เป็นคฤหาสน์สไตล์ Tudor Revival ที่สร้างจากหินปูนอินดีแอนา มีห้องทั้งหมด 67 ห้อง

ต้น Fairhaven Beech มีความสำคัญอย่างไร?

เป็นต้นบีชขนาดใหญ่ที่ถูกขนย้ายมาจากบ้านเกิดของ Mai Coe ในรัฐแมสซาชูเซตส์ เพื่อนำมาปลูกในสวนแห่งนี้

ใครเป็นผู้ก่อตั้งสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้?

William Robertson Coe และ Mary "Mai" Huttleston Coe เป็นผู้พัฒนาพื้นที่และสะสมพรรณไม้จนกลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก