← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Popular Front of Moldova ประวัติศาสตร์และการเคลื่อนไหวทางการเมือง

สรุปใจความสำคัญ

  • แนวร่วมประชาชนแห่งมอลโดวา (PFM) ดำรงอยู่ระหว่างปี 1989 ถึง 1992
  • เป็นผู้สืบทอดต่อจากขบวนการประชาธิปไตยแห่งมอลโดวา และนำไปสู่การก่อตั้งพรรคประชาชนคริสเตียนเดโมแครตในเวลาต่อมา
  • ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ภาษามอลโดวา (ตัวอักษรละติน) เป็นภาษาราชการในปี 1989
  • เกิดความขัดแย้งทางชาติพันธุ์กับชาวกากาอุซและชาวรัสเซียในทรานส์นีสเตรียเนื่องจากข้อเรียกร้องด้านภาษาและชาตินิยม

Popular Front of Moldova (PFM; ภาษาโรมาเนีย: Frontul Popular din Moldova, FPM) เป็นขบวนการทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลโดวา (Moldavian SSR) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 15 สาธารณรัฐสหภาพโซเวียต และต่อมาในสาธารณรัฐมอลโดวาที่เพิ่งได้รับเอกราช ขบวนการนี้ดำรงอยู่ตั้งแต่ปี 1989 ถึง 1992 โดยเป็นผู้สืบทอดต่อจากขบวนการประชาธิปไตยแห่งมอลโดวา (Democratic Movement of Moldova) และถูกสืบทอดโดยแนวร่วมประชาชนคริสเตียนเดโมแครต (Christian Democratic Popular Front) และในที่สุดคือพรรคประชาชนคริสเตียนเดโมแครต (Christian-Democratic People's Party) ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา

จุดเริ่มต้น ขบวนการประชาธิปไตยแห่งมอลโดวา

ก่อนที่จะเป็นแนวร่วมประชาชน ขบวนการประชาธิปไตยแห่งมอลโดวา (Mișcarea Democratică din Moldova; 1988–89) ได้เริ่มจัดกิจกรรมการชุมนุมสาธารณะ การประท้วง และเทศกาลเพลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1988 ซึ่งมีขนาดและความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีศูนย์กลางการชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ Stephen the Great ในเมืองคิชินาอู และสวนสาธารณะ Aleea Clasicilor ('ตรอกแห่งเหล่านักปราชญ์')

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 1988 Anatol Șalaru ได้เสนอให้มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตื่นตัวทางชาติพันธุ์ การมีเสรีภาพในการพูด การฟื้นฟูประเพณีของมอลโดวา และการทำให้ภาษามอลโดวากลายเป็นภาษาราชการโดยใช้ตัวอักษรละติน

การก่อตั้งแนวร่วมประชาชน

Leonida Lari เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้นำหลักของแนวร่วมประชาชนแห่งมอลโดวา การประชุมสภาครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 1989 ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปของ Mikhail Gorbachev ในช่วงแรก แนวร่วมประชาชนเป็นขบวนการปฏิรูปที่เลียนแบบรูปแบบของกลุ่มประเทศบอลติก โดยเน้นเรื่อง glasnost (ความเปิดเผย), perestroika (การปรับโครงสร้าง) และ demokratizatsiya (การทำให้เป็นประชาธิปไตย) และไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง

ในการประชุมครั้งที่สอง (30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 1989) Ion Hadârcă ได้รับเลือกให้เป็นประธานของแนวร่วมประชาชน

ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการแตกแยก

แม้ว่าในช่วงแรกจะเป็นพันธมิตรหลายเชื้อชาติ แต่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อตัวแทนของแนวร่วมประชาชนเรียกร้องให้ภาษามอลโดวาที่เขียนด้วยตัวอักษรละตินเป็นภาษาราชการเพียงอย่างเดียว ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นรู้สึกถูกทอดทิ้ง

  • ชาวกากาอุซ (Gagauz): เริ่มเรียกร้องให้มีการสร้างหน่วยการปกครองแบบสหพันธรัฐของตนเองในมอลโดวา
  • ชาวรัสเซียในทรานส์นีสเตรีย (Transnistria): กลุ่มชนชั้นนำที่พูดภาษารัสเซียในทรานส์นีสเตรียได้แยกตัวออกจากขบวนการ เนื่องจากมองว่าข้อเรียกร้องด้านภาษาเป็นรูปแบบหนึ่งของลัทธิชาตินิยมที่รุนแรง

การรวมตัวกันระหว่างชาวกากาอุซและชาวรัสเซียเพื่อต่อต้านข้อเรียกร้องของชาวมอลโดวา โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหภาพโซเวียต ทำให้ความสามัคคีในระยะแรกของแนวร่วมประชาชนสิ้นสุดลง นอกจากนี้ มอสโกยังมีความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลง Molotov–Ribbentrop Pact ซึ่งแนวร่วมประชาชนพยายามผลักดันให้มีการยอมรับว่ามอลโดวาถูกพรากจากโรมาเนียในปี 1940 ตามข้อตกลงลับระหว่างสตาลินและฮิตเลอร์

ความสำเร็จครั้งสำคัญ การชุมนุมใหญ่ระดับชาติ

ความสำเร็จครั้งแรกที่สำคัญของแนวร่วมประชาชนคือการจัด Grand National Assembly (Marea Adunare Națională) ซึ่งมีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมถึง 300,000 คนในวันที่ 27 สิงหาคม 1989 ส่งผลให้สภาสูงสุดของมอลโดวาต้องยอมรับกฎหมายภาษาฉบับใหม่ในวันที่ 31 สิงหาคม 1989 ซึ่งกำหนดให้ภาษามอลโดวาที่เขียนด้วยตัวอักษรละตินเป็นภาษาราชการ

คำถามที่พบบ่อย

Popular Front of Moldova คืออะไร?

เป็นขบวนการทางการเมืองในมอลโดวาช่วงปลายยุคสหภาพโซเวียตที่ผลักดันเรื่องเอกราช การฟื้นฟูวัฒนธรรม และการใช้ภาษามอลโดวาตัวอักษรละตินเป็นภาษาราชการ

ใครคือผู้นำคนสำคัญของแนวร่วมประชาชนแห่งมอลโดวา?

Leonida Lari เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้นำหลัก ส่วน Ion Hadârcă ได้รับเลือกเป็นประธานของแนวร่วมประชาชนในการประชุมครั้งที่สอง

ทำไมแนวร่วมประชาชนแห่งมอลโดวาถึงเกิดการแตกแยก?

เนื่องจากข้อเรียกร้องด้านภาษาและชาตินิยมมอลโดวาที่เข้มข้น ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ชาวกากาอุซและชาวรัสเซียในทรานส์นีสเตรีย รู้สึกถูกกีดกันและต่อต้าน จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและการแยกตัวออกไป