← กลับไปยังบทความทั้งหมด

วัจนปฏิบัติศาสตร์ การศึกษาความหมายในบริบทของการสื่อสาร

สรุปใจความสำคัญ

  • วัจนปฏิบัติศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบริบทและความหมายของการสื่อสาร
  • ชาร์ลส์ มอร์ริส เป็นผู้จำแนกวัจนปฏิบัติศาสตร์ให้เป็นสาขาย่อยของสัญวิทยาในปี 1938
  • ทฤษฎีการกระทำผ่านคำพูด (Speech Act Theory) เสนอว่าการใช้ภาษาคือการกระทำอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แค่การบรรยายข้อเท็จจริง
  • สมรรถนะทางวัจนปฏิบัติศาสตร์คือความสามารถในการเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผู้พูดนอกเหนือจากความหมายตามตัวอักษร

วัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) คือสาขาหนึ่งของภาษาศาสตร์และปรัชญาภาษาที่ศึกษาว่า บริบท (Context) มีส่วนช่วยในการสร้างความหมายของการสื่อสารได้อย่างไร โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่ามนุษย์ใช้ภาษาในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตีความ (Interpreter) และผู้ถูกตีความ (Interpreted) นักภาษาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะถูกเรียกว่า นักวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmaticians)

วัจนปฏิบัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของสัญวิทยา (Semiotics) ร่วมกับอรรถศาสตร์ (Semantics) ซึ่งศึกษาความหมายตามตัวอักษร และวากยสัมพันธ์ (Syntax) ซึ่งศึกษาโครงสร้างประโยค ความสามารถในการเข้าใจความหมายที่ผู้พูดต้องการสื่อสารจริงๆ (Intended meaning) แม้จะไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ เรียกว่า สมรรถนะทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatic competence)

ประวัติและความเป็นมา

รากฐานทางปัญญาของวัจนปฏิบัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงปรัชญาและสัญวิทยาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญดังนี้:

  • การนิยามครั้งแรก: ในปี ค.ศ. 1938 ชาร์ลส์ มอร์ริส (Charles Morris) ได้จำแนกการศึกษาเรื่องเครื่องหมาย (Signs) ออกเป็น 3 ส่วน คือ วากยสัมพันธ์ (Syntax), อรรถศาสตร์ (Semantics) และวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) โดยมอร์ริสเสนอว่าวัจนปฏิบัติศาสตร์ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องหมายกับผู้ใช้ภาษา ซึ่งต้องพิจารณาบริบทและการตอบสนองของผู้ใช้
  • อิทธิพลจากปรัชญาปฏิบัตินิยม: แนวคิดของมอร์ริสได้รับอิทธิพลจากปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) โดยเฉพาะงานของ ชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพิร์ซ (C. S. Peirce) ที่เน้นย้ำว่าความหมายเกิดจากผลลัพธ์และการใช้งานจริง
  • การเปลี่ยนผ่านสู่การเน้นการใช้งาน: ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) ได้นำเสนอแนวคิดในหนังสือ Philosophical Investigations (1953) ว่า "ความหมายคือการใช้งาน" (Meaning is use) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคำศัพท์จะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อถูกใช้ใน "เกมภาษา" (Language games) หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง

ทฤษฎีสำคัญในวัจนปฏิบัติศาสตร์

ทฤษฎีการกระทำผ่านคำพูด (Speech Act Theory)

ในช่วงทศวรรษ 1950 เจ. แอล. ออสติน (J. L. Austin) ได้พัฒนาทฤษฎีการกระทำผ่านคำพูด โดยเสนอว่าการพูดไม่ใช่เพียงการให้ข้อมูล แต่เป็นการ กระทำ อย่างหนึ่ง เช่น การกล่าวคำว่า "ฉันขอโทษ" คือการกระทำของการขอโทษจริงๆ ออสตินได้แบ่งระดับของการกระทำผ่านคำพูดออกเป็น 3 ระดับ:

  1. Locutionary act: การเปล่งเสียงหรือสร้างประโยคที่มีความหมายตามไวยากรณ์
  2. Illocutionary act: เจตนาของผู้พูดในการสื่อสาร (เช่น การสั่ง การสัญญา หรือการเตือน)
  3. Perlocutionary act: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังหลังจากได้รับสาร

ต่อมา จอห์น เซิร์ล (John Searle) ได้ขยายความทฤษฎีนี้โดยการสร้างระบบจำแนกประเภทของการกระทำผ่านคำพูดและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมการกระทำเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นัยประหวัด (Implicature)

พอล ไกรซ์ (Paul Grice) เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่วางรากฐานให้วัจนปฏิบัติศาสตร์ โดยนำเสนอแนวคิดเรื่อง นัยประหวัด หรือความหมายที่แฝงอยู่ ซึ่งผู้พูดสื่อสารโดยไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ แต่ผู้ฟังสามารถอนุมานได้จากบริบทและหลักการร่วมมือในการสื่อสาร (Cooperative Principle)

ความแตกต่างระหว่างอรรถศาสตร์และวัจนปฏิบัติศาสตร์

หัวข้อเปรียบเทียบอรรถศาสตร์ (Semantics)วัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics)
จุดเน้นความหมายตามตัวอักษร/พจนานุกรมความหมายตามบริบทและเจตนา
คำถามหลักคำนี้หมายความว่าอย่างไร?ผู้พูดต้องการสื่ออะไรด้วยคำนี้ในสถานการณ์นี้?
ปัจจัยที่พิจารณาโครงสร้างภาษาและกฎเกณฑ์ทางภาษาบริบททางสังคม, ความสัมพันธ์, สถานการณ์

คำถามที่พบบ่อย

วัจนปฏิบัติศาสตร์แตกต่างจากอรรถศาสตร์อย่างไร?

อรรถศาสตร์ศึกษาความหมายที่คงที่ตามตัวอักษรหรือตามพจนานุกรม โดยไม่คำนึงถึงบริบท ในขณะที่วัจนปฏิบัติศาสตร์ศึกษาความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบท เจตนาของผู้พูด และสถานการณ์ในการสื่อสาร

ทฤษฎีการกระทำผ่านคำพูดคืออะไร?

คือทฤษฎีที่เสนอว่าการเปล่งถ้อยคำสามารถเป็นการกระทำในตัวมันเองได้ เช่น การประกาศแต่งงาน การสั่งการ หรือการขอโทษ ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยบริบทและสถานะของผู้พูดและผู้ฟัง

บริบท (Context) ในทางวัจนปฏิบัติศาสตร์หมายถึงอะไร?

บริบทหมายถึงปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดที่มีผลต่อการตีความหมาย เช่น สถานที่ เวลา ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา ความรู้พื้นฐานที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกัน และสิ่งที่พูดไปก่อนหน้าในบทสนทนา