← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานและการแข่งขันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งโดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2009 ในชื่อเดิมว่า President's Economic Recovery Advisory Board (PERAB)
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและวิชาการมาให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อลดการตัดสินใจที่จำกัดอยู่เพียงในวงแคบของข้าราชการในวอชิงตัน
  • เปลี่ยนชื่อเป็น President's Council on Jobs and Competitiveness ในปี 2011 เพื่อเน้นเรื่องการจ้างงานและขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ยุติบทบาทลงอย่างถาวรในปี 2013 หลังจากไม่มีการต่ออายุการมอบอำนาจ

สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานและการแข่งขันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (President's Council on Jobs and Competitiveness) เดิมชื่อว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประธานาธิบดี (President's Economic Recovery Advisory Board หรือ PERAB) เป็นคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่ได้มาจากภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาคธุรกิจ แรงงาน และภาควิชาการ โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 เพื่อให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดีและทีมเศรษฐกิจเกี่ยวกับแนวทางในการปรับปรุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

ความเป็นมาและวัตถุประสงค์

การจัดตั้งคณะกรรมการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความโดดเดี่ยว (Insularity) ของกระบวนการตัดสินใจในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยประธานาธิบดีโอบามาต้องการนำเสียงและมุมมองใหม่ๆ จากผู้ปฏิบัติงานจริงในภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ทราบว่าโครงการหรือนโยบายใดที่ใช้งานได้จริงในระดับปฏิบัติการ

ในช่วงเริ่มต้น คณะกรรมการ PERAB ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ 3 ประการจากผู้อำนวยการสำนักจัดการและงบประมาณ (OMB) ได้แก่ การปรับปรุงระบบภาษีให้เรียบง่ายขึ้น การปิดช่องโหว่ทางภาษีเพื่อลดการเลี่ยงภาษี และการลดสวัสดิการที่รัฐมอบให้แก่ภาคธุรกิจ (Corporate Welfare)

การปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อ

เมื่อวาระการดำเนินงานสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 คณะกรรมการได้รับการต่ออายุวาระการทำงานพร้อมกับการปรับเปลี่ยนจุดเน้นไปที่เรื่อง "ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ" และได้เปลี่ยนชื่อเป็น สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานและการแข่งขันของประธานาธิบดี โดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก พอล วอลเกอร์ (Paul Volcker) อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็น เจฟฟรีย์ อิมเมิลท์ (Jeffrey Immelt) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ General Electric ในขณะนั้น

ข้อเสนอแนะหลักของสภา

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 สภาได้เผยแพร่รายงานฉบับชั่วคราวซึ่งเสนอ 5 แนวทางหลักเพื่อเพิ่มอัตราการจ้างงานและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้:

  • การเร่งรัดการลงทุน: มุ่งเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพลังงานที่สร้างงานจำนวนมาก
  • การส่งเสริมผู้ประกอบการ: ผลักดันการสร้างธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทที่มีการเติบโตสูง ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานใหม่ที่สำคัญของประเทศ
  • การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ: สร้างโครงการลงทุนระดับชาติเพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนสร้างงานในสหรัฐฯ
  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: ลดความซับซ้อนในการตรวจสอบกฎระเบียบและเร่งรัดการอนุมัติโครงการเพื่อกระตุ้นการเติบโต
  • การพัฒนาบุคลากร: พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานในปัจจุบันและอนาคต

การวิพากษ์วิจารณ์และการยุติบทบาท

การดำเนินงานของสภามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจาก พอล วอลเกอร์ ที่แสดงความผิดหวังว่าสภาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ของทำเนียบขาว ซึ่งการถ่ายทอดสดการประชุมทำให้การอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาเป็นไปได้ยาก

สภาได้จัดการประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยการประชุมครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2012 และเนื่องจากไม่มีการต่ออายุการมอบอำนาจในปี ค.ศ. 2013 สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานและการแข่งขันจึงถูกยุติบทบาทลงอย่างถาวร

สมาชิกที่สำคัญ

สมาชิกของสภาประกอบด้วยผู้นำระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ เช่น:

  • เจฟฟรีย์ อิมเมิลท์: ประธานสภา และ CEO ของ General Electric
  • เออร์ซูลา เบิร์นส์: CEO ของ Xerox
  • เคนเนธ เชนอลต์: CEO ของ American Express
  • จิม แมคนอร์นีย์: CEO ของ The Boeing Company
  • เพนนี พริตซ์เกอร์: ผู้ก่อตั้ง Pritzker Realty Group

คำถามที่พบบ่อย

สภาที่ปรึกษาด้านการจ้างงานและการแข่งขันก่อตั้งขึ้นเพื่ออะไร?

ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และทีมเศรษฐกิจ โดยใช้ความเชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอกรัฐบาลในภาคธุรกิจ แรงงาน และวิชาการ เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐฯ

ใครคือประธานของสภานี้?

ในช่วงแรกมี พอล วอลเกอร์ (Paul Volcker) เป็นประธาน และต่อมาในปี 2011 ได้เปลี่ยนเป็น เจฟฟรีย์ อิมเมิลท์ (Jeffrey Immelt) CEO ของ General Electric

ข้อเสนอแนะหลักของสภาในปี 2011 มีอะไรบ้าง?

เน้น 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน, การส่งเสริมสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็ก, การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ, การลดขั้นตอนทางกฎระเบียบ และการพัฒนาทักษะแรงงาน