ระบบช่วงล่างแบบ Pull-rod และ Push-rod ความแตกต่างและประสิทธิภาพ
สรุปใจความสำคัญ
- ระบบ Push-rod และ Pull-rod ใช้ rocker arm ในการเปลี่ยนทิศทางของแรงกระแทกจากล้อส่งต่อไปยังโช้คอัพ
- ระบบ Pull-rod ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถและเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ โดยเฉพาะการไหลของอากาศใต้ท้องรถ
- Gordon Murray เป็นผู้นำระบบ Pull-rod มาใช้ในรถแข่ง F1 รุ่น Brabham BT49 ในปี 1979
ระบบช่วงล่างแบบ Pull-rod และ Push-rod เป็นระบบช่วงล่างแบบพิเศษที่พัฒนามาจากระบบ double-wishbone (ปีกนกคู่) โดยมีการนำองค์ประกอบของ MacPherson strut มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถให้ต่ำลง
ประวัติความเป็นมา
ในช่วงทศวรรษ 1960 Brabham Automotive เป็นผู้ผลิตรถแข่ง open-wheel ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการแข่งขันที่ดุเดือดกับทีม Lotus และ McLaren ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการออกแบบช่วงล่าง

การออกแบบและหลักการทำงาน
ระบบช่วงล่างทั้งสองแบบนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก โดยความแตกต่างหลักอยู่ที่ตำแหน่งของ rocker arm (แขนเหวี่ยง) ที่ควบคุมการซับแรงกระแทก
ระบบ Push-rod
ในระบบ Push-rod จะมีปีกนกบนและล่างที่เชื่อมต่อระหว่างดุมล้อกับแชสซี เมื่อล้อเคลื่อนที่ขึ้นลงตามแรงกระแทกจากพื้นถนน ก้านส่งแรง (push rod) ก้านนี้จะ ดัน ขึ้นไปที่ rocker arm ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบกระดกเหมือนไม้กระดก ซึ่งจะเปลี่ยนแรงในแนวราบเป็นแรงในแนวตั้งเพื่อส่งต่อไปยังโช้คอัพที่ติดตั้งในแนวขวาง
การออกแบบนี้ช่วยให้ส่วนประกอบสำคัญถูกย้ายออกจากทิศทางของกระแสลม ทำให้การไหลของอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics)อากาศพลศาสตร์ดีขึ้น และลดจุดศูนย์ถ่วงของรถให้ต่ำลง ซึ่งช่วยลดการโคลงของตัวรถ (body roll) และเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ที่ความเร็วสูง
ระบบ Pull-rod
สำหรับระบบ Pull-rod ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือทิศทางของ orientation ของ rocker arm โดยในระบบ Push-rod แขนเหวี่ยงจะถูกวางไว้ที่จุดสูงสุดของชุดอุปกรณ์ ในขณะที่ระบบ Pull-rod ก้านส่งแรงจะทำหน้าที่ ดึง แขนเหวี่ยงลงมาแทน
ระบบนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในรถแข่ง Formula One ของทีม Brabham รุ่น BT49 โดยวิศวกร Gordon Murray ในปี 1979 ซึ่งช่วยให้ความสูงของรถต่ำลงและเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์อย่างมาก
การนำไปใช้งานในปัจจุบัน
ระบบช่วงล่างแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในรถยนต์ทั่วไปเนื่องจากขาดความสะดวกสบายและความสะดวกในการบำรุงรักษา แต่ได้รับความนิยมอย่างสูงในรถแข่ง Formula One โดยเฉพาะทีม Red Bull Racing ที่นำระบบ Pull-rod มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศใต้ท้องรถและเข้าสู่ดิฟฟิวเซอร์ (diffuser) ในปี 2009 และปี 2022
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ Pull-rod และ Push-rod แตกต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ทิศทางของแรงที่ส่งผ่านก้านส่งแรงไปยัง rocker arm โดย Push-rod จะดันขึ้น และ Pull-rod จะดึงลง
ทำไมระบบนี้ถึงไม่นิยมใช้ในรถยนต์ทั่วไป?
เพราะเน้นประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามแข่ง ซึ่งแลกมาด้วยความสะดวกสบายในการขับขี่ประจำวันและความยากในการบำรุงรักษา
ข้อดีของระบบ Pull-rod ในรถแข่ง F1 คืออะไร?
ช่วยให้การออกแบบอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น โดยเฉพาะการไหลของอากาศไปยังดิฟฟิวเซอร์ และช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถให้ต่ำลง

