← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานโดยกรีซ

สรุปใจความสำคัญ

  • การผลักดัน (Pushback) คือการส่งตัวผู้ย้ายถิ่นฐานกลับอย่างไม่เป็นทางการและไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย
  • เกิดขึ้นทั้งทางบกที่พรมแดนแม่น้ำเอฟรอส และทางทะเลในทะเลอีเจียน
  • การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรปและหลักการ non-refoulement ของสหประชาชาติ
  • รัฐบาลกรีซปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ

ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ประเทศกรีซได้ดำเนินการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานจำนวนหลายหมื่นคนออกนอกพรมแดน โดยเฉพาะในบริเวณพรมแดนทางบกที่แม่น้ำเอฟรอส (Evros) ซึ่งติดกับประเทศตุรกี และในพื้นที่ทะเลอีเจียน (Aegean Sea) การดำเนินการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เนื่องจากเป็นการกระทำที่อยู่นอกกรอบกฎหมายและสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ย้ายถิ่นฐาน

นิยามของการผลักดัน (Pushback)

คำว่า "การผลักดัน" (Pushback) ในบริบทนี้หมายถึงการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศที่พวกเขาเดินทางมาจากอย่างไม่เป็นทางการ โดยเป็นการบังคับและเกิดขึ้นนอกกรอบกฎหมายหรือข้อตกลงที่ลงนามระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิด การส่งกลับไปเผชิญอันตราย (Refoulement) ซึ่งเป็นการส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาอาจถูกซ้อมทรมานหรือประหารชีวิต รวมถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลักดัน

รูปแบบและวิธีการดำเนินการ

วิธีการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานของกรีซแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักตามลักษณะทางภูมิศาสตร์:

  • ทางบก: เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนแม่น้ำเอฟรอส โดยเจ้าหน้าที่กรีซจะควบคุมตัวผู้ที่ข้ามพรมแดนเข้ามาและส่งตัวกลับไปยังฝั่งตุรกีทันที
  • ทางทะเล: มีสองลักษณะ คือการสกัดกั้นเรือที่เข้าสู่เขตน่านน้ำกรีซแล้วผลักดันให้กลับไปยังน่านน้ำตุรกี และการนำผู้ย้ายถิ่นฐานที่ขึ้นฝั่งในกรีซแล้วนำตัวขึ้นแพยางที่ไม่มีเครื่องยนต์ แล้วนำไปปล่อยทิ้งไว้ในทะเลใกล้ชายฝั่งตุรกี
ภาพจำลองหรือเหตุการณ์การผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานในทะเลอีเจียน
การใช้แพยางในการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานกลับไปยังน่านน้ำตุรกี ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการจมน้ำและการสูญเสียชีวิต

ความเสี่ยงและความรุนแรง

รายงานจากสื่อและองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของทั้งกรีซและตุรกีมักใช้วิธีการขับเรือวนรอบเรือของผู้ย้ายถิ่นฐานด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจทำให้เรือล่มหรือเกิดการปะทะกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานการใช้ความรุนแรง เช่น การใช้กระบองทุบตี หรือการยิงปืนลงในน้ำเพื่อข่มขู่

ประเด็นทางกฎหมายและการละเมิดสิทธิ

การผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานขัดต่อ กฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป (EU Charter of Fundamental Rights) และสนธิสัญญาที่กรีซเป็นภาคี รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญของกรีซเอง

การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

  • คณะกรรมการป้องกันการทรมาน (CPT): รายงานในปี 2018 พบหลักฐานการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกรีซที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าในระหว่างการผลักดันทางบก
  • สภาแห่งยุโรป: ในปี 2021 ทูตด้านสิทธิมนุษยชนของสภาแห่งยุโรปได้เรียกร้องให้กรีซยุติการผลักดัน เนื่องจากเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปและอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ
  • คณะกรรมาธิการยุโรป: เคยระงับการปล่อยเงินทุนสำหรับการดำเนินงานชายแดน จนกว่ากรีซจะจัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นโยบายประเทศที่สามที่ปลอดภัย

ในเดือนมิถุนายน 2021 รัฐบาลกรีซได้ประกาศให้ตุรกีเป็น "ประเทศที่สามที่ปลอดภัย" สำหรับพลเมืองจากซีเรีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ และโซมาเลีย เพื่อให้สามารถส่งตัวกลับไปยังตุรกีได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นักสิทธิมนุษยชนโต้แย้งว่าตุรกีไม่มีระบบการลี้ภัยที่มีประสิทธิภาพ และผู้ที่ถูกส่งกลับอาจถูกส่งต่อไปยังประเทศต้นทางที่อันตราย

คำถามที่พบบ่อย

การผลักดัน (Pushback) แตกต่างจากการส่งกลับตามกฎหมายอย่างไร?

การผลักดันเป็นการส่งตัวกลับแบบไม่เป็นทางการ บังคับ และเกิดขึ้นนอกกรอบกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยไม่มีการตรวจสอบคำขอขอลี้ภัย ซึ่งต่างจากการส่งกลับตามกฎหมายที่มีกระบวนการพิจารณาและตรวจสอบสิทธิของผู้ถูกส่งกลับ

ทำไมการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานถึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน?

เพราะเป็นการละเมิดหลักการ non-refoulement ซึ่งห้ามส่งบุคคลกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือประหารชีวิต และมักมีการใช้ความรุนแรงในระหว่างกระบวนการผลักดัน

กรีซใช้วิธีการใดในการผลักดันผู้ย้ายถิ่นฐานทางทะเล?

มีสองวิธีหลัก คือการสกัดกั้นเรือในน่านน้ำและผลักดันให้กลับไปทางตุรกี และการนำผู้ย้ายถิ่นฐานที่ขึ้นฝั่งแล้วใส่แพยางที่ไม่มีเครื่องยนต์ไปปล่อยทิ้งไว้ในทะเลใกล้ชายฝั่งตุรกี