การเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาของออสเตรเลีย: ประวัติศาสตร์และการต่อสู้
การเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาของออสเตรเลีย การเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาของออสเตรเลียมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยมีหลักฐานย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 19 ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนของโ
สรุปใจความสำคัญ
- AFL เป็นองค์กรกีฬาแรกในออสเตรเลียที่นำกฎต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ (Rule 30) มาใช้ในปี 1995
- การเหยียดเชื้อชาติในกีฬาออสเตรเลียมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงศตวรรษที่ 19 โดยมีการแบ่งแยกการแข่งขันในบางกรณี
- แคมเปญ 'Racism. It Stops with Me' เป็นความร่วมมือระหว่าง AHRC และองค์กรกีฬาระดับชาติหลายแห่งเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
การเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาของออสเตรเลียมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยมีหลักฐานย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 19 ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างทางสังคมที่ฝังรากลึก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งนักกีฬา ผู้ชม และเจ้าหน้าที่ในวงการกีฬา
ภูมิหลังและวิวัฒนาการ
Colin Tatz นักประวัติศาสตร์ด้านกีฬา ได้สรุปประวัติศาสตร์การเหยียดเชื้อชาติในกีฬาออสเตรเลียไว้อย่างน่าสนใจว่า นักกีฬาชาวอะบอริจินและชาวเกาะทอร์เรสสเตรทมักจะถูกมองว่าเป็น "ชาวออสเตรเลียเมื่อพวกเขาชนะ และเป็นชาวอะบอริจินในเวลาอื่นๆ" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับแบบมีเงื่อนไข
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา มีการรายงานกรณีการด่าทอทางเชื้อชาติ (Racial Vilification) เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีนักกีฬาพื้นเมืองเข้ามามีบทบาทในลีกสำคัญอย่าง Australian Football League (AFL) และ National Rugby League (NRL) มากขึ้น รวมถึงการที่องค์กรกีฬาระดับชาติเริ่มนำกฎระเบียบมาใช้เพื่อจัดการกับปัญหานี้
จุดเปลี่ยนสำคัญ: กฎข้อที่ 30 ของ AFL
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 1995 เมื่อ Damian Monkhorst ผู้เล่นทีม Collingwood ได้ด่าทอ Michael Long ผู้เล่นทีม Essendon ด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ การสืบสวนพบว่ามีผู้เล่นอย่างน้อย 10 คนจาก 6 สโมสรที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้เป็นประจำ
ส่งผลให้ AFL ประกาศใช้ "Rule 30: A Rule to Combat Racial and Religious Vilification" ในวันที่ 30 มิถุนายน 1995 ซึ่งระบุว่าห้ามผู้เล่นกระทำการหรือพูดจาในลักษณะที่ข่มขู่ ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามผู้อื่นโดยอาศัยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือต้นกำเนิดทางชาติพันธุ์ กฎนี้ถือเป็นรหัสการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติฉบับแรกในวงการกีฬาออสเตรเลีย และกลายเป็นต้นแบบให้องค์กรกีฬาอื่นๆ นำไปใช้
ความพยายามในการแก้ไขและรณรงค์
กฎระเบียบของสมาคมกีฬาต่างๆ ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับ Racial Discrimination Act 1975 และ Racial Hatred Act 1995 ของออสเตรเลีย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายและระเบียบวินัยดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย (AHRC)
ในปี 2006 AHRC ได้เผยแพร่รายงาน "What's the score?" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเหยียดเชื้อชาติในกีฬามีความซับซ้อน โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายกลุ่ม ได้แก่:
- ผู้เล่นต่อผู้เล่น
- ผู้ชมต่อผู้เล่น
- กลุ่มผู้ชมคู่แข่งที่นำไปสู่ความรุนแรงบนอัฒจันทร์
- เจ้าหน้าที่ ผู้ฝึกสอน และผู้บรรยายกีฬา
นอกจากนี้ AHRC ยังได้เปิดตัวแคมเปญ "Racism. It Stops with Me" ในปี 2012 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรกีฬายักษ์ใหญ่ เช่น Cricket Australia, Tennis Australia และ Netball Australia
กรณีศึกษาการเลือกปฏิบัติในประเภทกีฬาต่างๆ
กรีฑา (Athletics)
ประวัติศาสตร์การเหยียดเชื้อชาติในกรีฑามีมาอย่างยาวนาน เช่น ในปี 1888 นักวิ่งผิวขาวปฏิเสธที่จะลงแข่งกับนักวิ่งพื้นเมืองในการแข่งขัน Sheffield Handicap จนต้องมีการจัดแข่งแยกเฉพาะชาวอะบอริจิน หรือในปี 1903 สมาคมกรีฑาสมัครเล่นควีนส์แลนด์พยายามสั่งห้ามชาวอะบอริจินลงแข่งโดยอ้างว่า "ขาดคุณลักษณะทางศีลธรรมและสติปัญญา"
ฟุตบอลกฎออสเตรเลีย (Australian Rules Football)
ในระดับสโมสร มีกรณีของ Doug Nicholls ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าทีม Carlton Football Club ในปี 1927 เนื่องจากสีผิวและกลิ่นตัว ก่อนที่เขาจะได้รับโอกาสจากทีม Fitzroy ในอีก 5 ปีต่อมา นอกจากนี้ นักกีฬาชื่อดังอย่าง Syd Jackson และพี่น้อง Krakouer ยังเคยระบุว่าพวกเขาตกเป็นเป้าของการด่าทอทางเชื้อชาติทั้งจากผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามและผู้ชม
คำถามที่พบบ่อย
Rule 30 ของ AFL คืออะไร?
คือกฎที่ห้ามผู้เล่นกระทำการหรือพูดจาในลักษณะที่ข่มขู่ ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามผู้อื่นโดยอาศัยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือต้นกำเนิดทางชาติพันธุ์ ซึ่งเริ่มใช้ในปี 1995 เพื่อต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติในกีฬา
การเหยียดเชื้อชาติในกีฬาออสเตรเลียเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง?
เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การด่าทอโดยผู้เล่นต่อผู้เล่น, การเหยียดหยามจากผู้ชมต่อตัวนักกีฬา, พฤติกรรมรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชม, รวมถึงการเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ ผู้ฝึกสอน หรือผู้บรรยายกีฬา
แคมเปญ 'Racism. It Stops with Me' มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
เป็นแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนที่จัดทำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย (AHRC) เพื่อส่งเสริมให้ชาวออสเตรเลียกล้าที่จะต่อต้านอคติและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกระดับของสังคมรวมถึงในวงการกีฬา

