← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การบุกโจมตีเมืองเดียร์ฟิลด์ ค.ศ. 1704

สรุปใจความสำคัญ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1704 ในช่วงสงครามราชินีแอนน์
  • กองกำลังผสมฝรั่งเศสและชนพื้นเมืองบุกโจมตีเมืองเดียร์ฟิลด์ สังหารชาวอาณานิคม 47 ราย และจับเชลย 112 ราย
  • เชลยจำนวนมากถูกนำตัวไปยังมอนทรีออล บางส่วนถูกไถ่ตัวและบางส่วนถูกรับเลี้ยงโดยชนเผ่าโมฮอว์ก
  • บันทึกของศาสนาจารย์จอห์น วิลเลียมส์ เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การบุกโจมตีเมืองเดียร์ฟิลด์ (Raid on Deerfield) หรือที่รู้จักในชื่อ การสังหารหมู่ที่เดียร์ฟิลด์ เป็นเหตุการณ์การโจมตีทางทหารเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1704 โดยกองกำลังผสมระหว่างฝรั่งเศสและชนพื้นเมืองอเมริกัน เพื่อบุกเข้าทำลายนิคมของชาวอังกฤษในเมืองเดียร์ฟิลด์ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดแมสซาชูเซตส์เบย์ (Province of Massachusetts Bay) ในขณะนั้น

แผนที่แสดงตำแหน่งของฝรั่งเศส นิวฝรั่งเศส และอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 18
แผนที่แสดงขอบเขตอิทธิพลระหว่างนิวฝรั่งเศสและอาณานิคมอังกฤษในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์

รายละเอียดการโจมตี

การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงก่อนรุ่งสางภายใต้การนำของ ฌอง-แบปติสต์ แอร์เทล เดอ รูวิลล์ (Jean-Baptiste Hertel de Rouville) กองกำลังผู้บุกรุกได้เผาทำลายบ้านเรือนบางส่วนในหมู่บ้านและสังหารชาวอาณานิคมอังกฤษไป 47 ราย นอกจากนี้ยังมีการจับกุมชาวอาณานิคม 112 รายเป็นเชลย เพื่อนำตัวเดินทางผ่านเส้นทางบกเป็นระยะทางเกือบ 300 ไมล์ไปยังเมืองมอนทรีออล ซึ่งในระหว่างการเดินทางมีเชลยบางส่วนเสียชีวิตเนื่องจากไม่สามารถทนต่อความยากลำบากได้

ในเวลาต่อมา เชลยประมาณ 60 รายได้รับการไถ่ตัวโดยผู้สนับสนุน ในขณะที่บางส่วนถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวชาวโมฮอว์ก (Mohawk) ในหมู่บ้านคานาเวก (Kahnawake) และถูกกลืนกลายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเผ่า

กองกำลังและยุทธวิธี

เหตุการณ์นี้เป็นลักษณะเด่นของความขัดแย้งบริเวณชายแดนใน สงครามราชินีแอนน์ (Queen Anne's War) โดยกองกำลังผสมประกอบด้วยทหารฝรั่งเศสและนักรบชนพื้นเมืองประมาณ 240 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอาเบนากิ (Abenaki) จากพื้นที่ที่ปัจจุบันคือรัฐเมน รวมถึงชาวฮูรอน (Huron/Wyandot) จากลอเรตต์ ชาวโมฮอว์กจากคานาเวก และชาวโพคัมตัก (Pocomtuc) ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียร์ฟิลด์มาก่อน

แม้ว่าผู้บุกรุกจะสามารถสร้างความเสียหายได้มาก แต่ก็ไม่สามารถสร้างความประหลาดใจได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากผู้ป้องกันในบ้านที่สร้างป้อมปราการบางหลังสามารถต้านทานการโจมตีไว้ได้จนกระทั่งกำลังเสริมมาถึง ทำให้กองกำลังฝรั่งเศสและพันธมิตรต้องถอนตัวออกไป อย่างไรก็ตาม ในเชิงยุทธศาสตร์ถือว่าฝรั่งเศสได้รับชัยชนะ เนื่องจากบรรลุวัตถุประสงค์ในการจับเชลยและสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมชายแดนของอังกฤษ

บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิหลัง

พื้นที่ลุ่มแม่น้ำคอนเนตทิคัต (Connecticut River valley) เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโพคัมตัก ซึ่งถูกทำลายล้างในฐานะชนชาติในช่วงทศวรรษ 1660 เนื่องจากการปะทะกับชาวโมฮอว์กและการแพร่ระบาดของโรคติดต่อจากชาวยุโรป ต่อมาในปี ค.ศ. 1665 ชาวอังกฤษจากเดดแฮม (Dedham) ได้รับสิทธิ์ในที่ดินและก่อตั้งหมู่บ้านเดียร์ฟิลด์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1670

ภาพวาดจำลองเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างชาวอาณานิคมและชนพื้นเมือง
การปะทะกันระหว่างชาวอาณานิคมอังกฤษและชนพื้นเมืองในพื้นที่ชายแดน

ความขัดแย้งก่อนหน้า

ก่อนการบุกโจมตีในปี 1704 เมืองเดียร์ฟิลด์เคยผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี ค.ศ. 1675 ระหว่าง สงครามคิงฟิลิป (King Philip's War) หมู่บ้านถูกทิ้งร้างหลังจากมีการโจมตีที่ประสานงานกัน ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชายวัยผู้ใหญ่เกือบครึ่งหมู่บ้านในยุทธการที่บลัดดีบรูค (Battle of Bloody Brook)

ผลกระทบและมรดกทางวัฒนธรรม

การบุกโจมตีครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวอาณานิคมทั่วทั้งนิวอิงแลนด์ นำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันเมืองชายแดนและการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่รุนแรงขึ้น

เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านบันทึกของ ศาสนาจารย์จอห์น วิลเลียมส์ (Reverend John Williams) ผู้นำทางจิตวิญญาณของหมู่บ้านที่ถูกจับเป็นเชลย เขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Redeemed Captive ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1707 หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัว หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมประเภท บันทึกการถูกจับเป็นเชลย (Captivity Narratives) ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองของชาวอาณานิคมต่อชนพื้นเมืองและชาวฝรั่งเศส

คำถามที่พบบ่อย

การบุกโจมตีเมืองเดียร์ฟิลด์เกิดขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้ดำเนินการ?

เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1704 โดยกองกำลังผสมระหว่างทหารฝรั่งเศสภายใต้การนำของ ฌอง-แบปติสต์ แอร์เทล เดอ รูวิลล์ และนักรบชนพื้นเมืองอเมริกัน (ส่วนใหญ่เป็นชาวอาเบนากิ)

ผลลัพธ์ของการโจมตีครั้งนี้เป็นอย่างไร?

บ้านเรือนประมาณ 40% ของหมู่บ้านถูกทำลาย มีผู้เสียชีวิต 47 ราย และมีชาวอาณานิคม 112 รายถูกจับเป็นเชลยนำไปยังแคนาดา

ทำไมเหตุการณ์นี้จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์?

เพราะเป็นตัวอย่างของสงครามชายแดนในยุคอาณานิคม และสร้างกระแสวรรณกรรมประเภท 'บันทึกการถูกจับเป็นเชลย' ผ่านงานเขียนของศาสนาจารย์จอห์น วิลเลียมส์

เชลยที่ถูกจับไปมีชะตากรรมอย่างไร?

เชลยประมาณ 60 รายได้รับการไถ่ตัวในภายหลัง ส่วนที่เหลือบางส่วนเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง หรือถูกรับเลี้ยงและกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของชนเผ่าโมฮอว์ก