ผู้ลี้ภัยในนิวซีแลนด์ เส้นทาง การคุ้มครอง และประวัติศาสตร์
สรุปใจความสำคัญ
- นิวซีแลนด์มีเส้นทางการคุ้มครองผู้ลี้ภัย 2 ทางหลัก คือ การขอที่พักพิงหลังเดินทางถึง และการรับผ่านโควตา UNHCR
- นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รับผู้ลี้ภัยตามโควตามากกว่าจำนวนผู้แสวงหาที่พักพิงที่ยื่นคำร้อง
- รัฐบาลนิวซีแลนด์เคยมีนโยบายจำกัดผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง แต่ได้ยกเลิกข้อกำหนดที่เลือกปฏิบัติออกไปในปี 2019
นิวซีแลนด์มีแนวทางหลักสองประการในการให้การคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัย ประการแรกคือ ผู้แสวงหาที่พักพิง (Asylum Seekers) ซึ่งสามารถขอรับการคุ้มครองหลังจากเดินทางมาถึงนิวซีแลนด์แล้ว และประการที่สองคือ โครงการโควตาผู้ลี้ภัย (Refugee Quota Programme) ซึ่งเป็นการรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่
เส้นทางการเข้าสู่การคุ้มครอง
ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในนิวซีแลนด์จะได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรและสามารถยื่นขอสัญชาตินิวซีแลนด์ได้ในเวลาต่อมา โดยกระบวนการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่บริหารจัดการโดย Immigration New Zealand ซึ่งมีการจ้างวานองค์กรชุมชนต่างๆ รวมถึงสภากาชาดนิวซีแลนด์ (New Zealand Red Cross) เพื่อให้ความช่วยเหลือในการปรับตัว
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโควตาผู้ลี้ภัย
- นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่รับผู้ลี้ภัยตามโควตามากกว่าจำนวนผู้แสวงหาที่พักพิงที่ยื่นคำร้อง
- มีการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเพียงพอของโควตาประจำปีของ UNHCR และการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้เปราะบางที่สุด
- มีการทดลองใช้เส้นทางการสนับสนุนโดยชุมชน (Community Sponsorship Pathway) ตั้งแต่ปี 2017/18 และขยายผลในปี 2021
ประวัติศาสตร์การรับผู้ลี้ภัยในนิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์มีการรับผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ก่อนการรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ของสหประชาชาติ โดยมีกลุ่มสำคัญที่เข้ามาในช่วงแรกดังนี้:
| ช่วงเวลา | กลุ่มผู้ลี้ภัย | จำนวน (โดยประมาณ) |
|---|---|---|
| ทศวรรษ 1930 | ชาวยิวจากเยอรมนี | 1,100 คน |
| ปี 1944 | ชาวโปแลนด์ (ส่วนใหญ่เป็นเด็ก) | 837 คน |
| ปี 1949-1952 | ผู้ลี้ภัยจากยุโรป | 4,500 คน |
หลังจากเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UNHCR ในปี 1960 นิวซีแลนด์ได้กำหนดกรอบการทำงานผ่านพระราชบัญญัติการตรวจคนเข้าเมืองปี 1987 (Immigration Act 1987) ซึ่งกำหนดโควตาการตั้งถิ่นฐานประจำปีไว้ที่ 800 ที่นั่ง (ลดลงเหลือ 750 ที่นั่งในปี 1997)
กลุ่มผู้ลี้ภัยในยุคหลัง
นิวซีแลนด์ได้ต้อนรับผู้ลี้ภัยจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น ชาวฮังการีหลังการปฏิวัติปี 1956, ชาวเวียดนาม กัมพูชา และลาวในช่วงปี 1977-1993, รวมถึงผู้ลี้ภัยจากซูดาน เอธิโอเปีย และซีเรียในเวลาต่อมา
การเปลี่ยนแปลงนโยบายและประเด็นทางสังคม
ในปี 2009 รัฐบาลได้เปลี่ยนจุดเน้นไปที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางและแอฟริกาลดลงอย่างมาก และมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น เช่น ต้องมีครอบครัวอยู่ในนิวซีแลนด์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและมีความคล้ายคลึงกับ "Muslim Ban" ของโดนัลด์ ทรัมป์ จนกระทั่งในปี 2019 รัฐบาลภายใต้การนำของ Jacinda Ardern ได้ยกเลิกข้อกำหนดที่เลือกปฏิบัตินี้ และเพิ่มโควตาสำหรับภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางจาก 14% เป็น 15% แม้ว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 50% ของโควตาทั้งหมดก็ตาม
มาตรการพิเศษล่าสุด
- นโยบายพิเศษสำหรับยูเครน (2022): เปิดโอกาสให้พลเมืองและผู้อยู่อาศัยเชื้อสายยูเครนสามารถสนับสนุนสมาชิกในครอบครัวให้เข้ามาพักพิงในนิวซีแลนด์ได้ โดยมีเป้าหมายรับชาวยูเครนกว่า 4,000 คน พร้อมสิทธิในการทำงานและเรียนหนังสือ
- ข้อตกลงกับออสเตรเลีย (2022): ตกลงรับผู้แสวงหาที่พักพิง 450 คนจากศูนย์ประมวลผลภูมิภาค Nauru ในระยะเวลา 3 ปี
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ลี้ภัยที่เข้ามาตามโควตาในนิวซีแลนด์จะได้รับสิทธิอะไรบ้าง?
ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่จะได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residency) และสามารถยื่นขอสัญชาตินิวซีแลนด์ได้ในภายหลัง
นโยบายพิเศษสำหรับชาวยูเครนในปี 2022 คืออะไร?
เป็นโครงการวีซ่าทำงานระยะเวลา 2 ปี ที่อนุญาตให้ชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายยูเครนสนับสนุนครอบครัวให้เข้ามาพักพิงได้ โดยมีเป้าหมายรับคนกว่า 4,000 คน พร้อมสิทธิทำงานและเรียนหนังสือ
ใครเป็นผู้ดูแลกระบวนการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยในนิวซีแลนด์?
กระบวนการนี้บริหารจัดการโดย Immigration New Zealand โดยมีการจ้างวานองค์กรชุมชน เช่น สภากาชาดนิวซีแลนด์ (New Zealand Red Cross) ให้เป็นผู้ให้บริการด้านการตั้งถิ่นฐาน