พระราชบัญญัติการฟื้นฟูเสรีภาพทางศาสนา ค.ศ. 1993
สรุปใจความสำคัญ
- RFRA ถูกตราขึ้นในปี ค.ศ. 1993 เพื่อให้การคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาเข้มงวดขึ้นหลังจากคำตัดสินคดี Employment Division v. Smith
- กำหนดให้รัฐบาลต้องใช้ 'การตรวจสอบอย่างเข้มงวด' (Strict Scrutiny) หากกฎหมายส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติทางศาสนา
- ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดี City of Boerne v. Flores ว่า RFRA มีผลบังคับใช้ได้เฉพาะกับรัฐบาลกลาง ไม่สามารถบังคับใช้กับรัฐบาลระดับรัฐได้
พระราชบัญญัติการฟื้นฟูเสรีภาพทางศาสนา ค.ศ. 1993 (Religious Freedom Restoration Act of 1993 หรือเรียกสั้นๆ ว่า RFRA) เป็นกฎหมายระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาที่ตราขึ้นเพื่อรับประกันว่าเสรีภาพทางศาสนาจะได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายฉบับนี้ถูกนำเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) และวุฒิสมาชิก เท็ด เคนเนดี (Ted Kennedy) โดยได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอย่างเป็นเอกฉันท์เกือบทั้งหมด และลงนามประกาศใช้โดยประธานาธิบดี บิล คลินตัน เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993

ที่มาและเหตุผลในการตรากฎหมาย
RFRA ถูกตราขึ้นเพื่อตอบโต้คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในคดี Employment Division v. Smith (ค.ศ. 1990) ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า "กฎหมายที่มีความเป็นกลางและใช้บังคับเป็นการทั่วไป" (neutral laws of general applicability) ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติทางศาสนา ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 (First Amendment) ของสหรัฐอเมริกา
คำตัดสินในคดี Smith สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อกลุ่มความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย โดยเฉพาะชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ใช้ต้นกระบองเพชรเปโยเต (Peyote) ในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการนับถือศาสนา
ข้อกำหนดหลักของ RFRA
กฎหมายฉบับนี้ได้นำ "การทดสอบเชอร์เบิร์ต" (Sherbert Test) กลับมาใช้ ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลต้องใช้ "การตรวจสอบอย่างเข้มงวด" (Strict Scrutiny) เมื่อมีการออกกฎหมายหรือระเบียบที่สร้างภาระอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้เสรีภาพทางศาสนา โดยรัฐบาลจะสามารถจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ประการ ดังนี้:
- ผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล (Compelling Government Interest): ภาระที่สร้างขึ้นต้องมีความจำเป็นเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของรัฐบาลที่สำคัญยิ่ง ซึ่งต้องเป็นมากกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน แต่ต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักทางรัฐธรรมนูญ
- วิธีการที่จำกัดสิทธิน้อยที่สุด (Least Restrictive Means): รัฐบาลต้องพิสูจน์ได้ว่ากฎระเบียบนั้นเป็นวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางศาสนาน้อยที่สุดในการบรรลุผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งนั้น

ขอบเขตการบังคับใช้และคำวินิจฉัยของศาล
ในระยะแรก RFRA ถูกออกแบบให้มีผลบังคับใช้ทั้งกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐ อย่างไรก็ตาม ในคดี City of Boerne v. Flores (ค.ศ. 1997) ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการนำ RFRA ไปใช้กับรัฐบาลระดับรัฐนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจของรัฐสภาเกินขอบเขตในการบังคับใช้กฎหมาย
แม้จะถูกจำกัดขอบเขต แต่ RFRA ยังคงมีผลบังคับใช้กับ รัฐบาลกลาง อย่างเต็มที่ ซึ่งปรากฏในคำวินิจฉัยคดีสำคัญ เช่น Gonzales v. O Centro Espírita Beneficente União do Vegetal (ค.ศ. 2006) และ Burwell v. Hobby Lobby Stores, Inc. (ค.ศ. 2014)
เพื่อเป็นการตอบสนองต่อคำตัดสินในคดี Boerne รัฐจำนวน 21 รัฐในสหรัฐอเมริกาจึงได้ตรากฎหมาย RFRA ในระดับรัฐของตนเอง เพื่อให้การคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐมีมาตรฐานเดียวกับกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง
คำถามที่พบบ่อย
RFRA คืออะไร?
RFRA คือพระราชบัญญัติการฟื้นฟูเสรีภาพทางศาสนา ค.ศ. 1993 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลกลางไม่สามารถสร้างภาระอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้เสรีภาพทางศาสนาของบุคคลได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นเพื่อผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของรัฐบาลและใช้วิธีการที่จำกัดสิทธิน้อยที่สุด
ทำไมถึงต้องมีกฎหมาย RFRA?
เพื่อตอบโต้คำตัดสินของศาลฎีกาในคดี Employment Division v. Smith ที่ลดระดับการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา โดยอนุญาตให้กฎหมายทั่วไปที่มีความเป็นกลางสามารถจำกัดการปฏิบัติทางศาสนาได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
RFRA บังคับใช้กับรัฐบาลระดับรัฐได้หรือไม่?
ไม่ได้ ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดี City of Boerne v. Flores (1997) ซึ่งระบุว่า RFRA ระดับรัฐบาลกลางไม่มีอำนาจบังคับใช้กับรัฐบาลระดับรัฐ อย่างไรก็ตาม หลายรัฐได้ตรากฎหมาย RFRA ของตนเองขึ้นมาทดแทน
