กบฏเซนต์ไททัส การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเกาะครีตจากเวนิส
สรุปใจความสำคัญ
- การกบฏเซนต์ไททัสเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1363 ในเกาะครีต เพื่อต่อต้านการปกครองของสาธารณรัฐเวนิส
- เป็นการกบฏครั้งแรกที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวลาตินและชาวกรีกท้องถิ่นร่วมมือกันต่อสู้
- ชนวนเหตุสำคัญคือการจัดเก็บภาษีท่าเรือใหม่ที่ไม่เป็นธรรมโดยวุฒิสภาเวนิส
- มีการสถาปนา 'สาธารณรัฐเซนต์ไททัส' ขึ้นชั่วคราวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ
กบฏเซนต์ไททัส (Revolt of Saint Titus) เป็นเหตุการณ์การลุกฮือขึ้นต่อต้านสาธารณรัฐเวนิสในศตวรรษที่ 14 ซึ่งเกิดขึ้นในอาณานิคมเกาะครีต โดยกลุ่มผู้ก่อการได้ขับไล่เจ้าหน้าที่ของเวนิสออกไป และพยายามสร้างรัฐอิสระที่เรียกว่า "สาธารณรัฐเซนต์ไททัส" ภายใต้การคุ้มครองของนักบุญไททัส (Saint Titus) ซึ่งเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเกาะ

เกาะครีตภายใต้การปกครองของเวนิส
เกาะครีตตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวนิสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1211 หลังจากถูกขายโดยโบนิเฟซแห่งมอนต์เฟอร์รัตในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 4 เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเส้นทางการค้าทางทะเลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เวนิสจึงได้จัดตั้งอาณานิคมที่เรียกว่า "อาณาจักรแคนเดีย" (Kingdom of Candia) โดยมีเมืองแคนเดีย (ปัจจุบันคือเมืองเฮราคลิออน) เป็นเมืองหลวง
ที่ดินบนเกาะถูกแบ่งเป็นเขตศักดินา (fiefs) และมอบให้แก่ชาวเวนิสที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทั้งขุนนางและพลเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขาต้องจ่ายภาษี จัดหาเรือรบและป้องกันเกาะในนามของสาธารณรัฐเวนิส อย่างไรก็ตาม การปกครองของเวนิสเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก โดยบังคับให้ชาวครีตทำงานหนักหรือเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามของเวนิส
ชนวนเหตุของการกบฏ
สาเหตุหลักของการกบฏครั้งนี้เกิดจากความไม่พอใจเรื่องภาษี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1363 วุฒิสภาของเวนิสได้ประกาศจัดเก็บภาษีใหม่เพื่อบำรุงรักษาท่าเรือในเมืองแคนเดีย ซึ่งกลุ่มขุนนางและเจ้าของที่ดินในท้องถิ่นมองว่าภาษีนี้เอื้อประโยชน์แก่พ่อค้าชาวเวนิสมากกว่าเจ้าของที่ดินในครีต
เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงพยายามเจรจากับ เลโอนาร์โด ดันโดโล (Leonardo Dandolo) ดยุกแห่งแคนเดีย ผู้ปกครองเกาะครีตในขณะนั้น ดันโดโลกลับปฏิเสธการเจรจาและสั่งให้ผู้ประท้วงยอมรับภาษีใหม่ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษด้วยความตายหรือถูกยึดทรัพย์สิน
การลุกฮือและการสถาปนาสาธารณรัฐ
ในวันต่อมา กลุ่มผู้ไม่ยอมจำนนได้บุกเข้ายึดวังดยุกและจับกุมดันโดโลพร้อมที่ปรึกษา การกบฏครั้งนี้แพร่กระจายไปทั่วเกาะอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยมี มาร์โก กราเดนิโก ผู้เฒ่า (Marco Gradenigo the Elder) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเกาะ
สิ่งที่ทำให้การกบฏครั้งนี้มีความพิเศษคือการที่ชาวลาติน (ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเวนิส) ได้ร่วมมือกับชาวกรีกท้องถิ่น โดยมีการอนุญาตให้ชาวกรีกเข้าสู่สภาสูงและสภาขุนนาง รวมถึงยกเลิกข้อจำกัดในการบวชเป็นพระสงฆ์ของชาวกรีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวทางวัฒนธรรมของชาวเวนิสที่อาศัยอยู่ในครีตมาหลายชั่วอายุคนจนมีความผูกพันกับท้องถิ่นมากกว่าเวนิส
ปฏิกิริยาของเวนิสและการปราบปราม
เมื่อข่าวการกบฏถึงหูเวนิสในเดือนกันยายน วุฒิสภาเวนิสถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคง เนื่องจากครีตเป็นหนึ่งในอาณานิคมที่สำคัญที่สุด หลังจากความพยายามในการประนีประนอมล้มเหลว เวนิสจึงจัดตั้งกองทัพขนาดใหญ่เพื่อปราบปรามการกบฏ โดยขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรต่างๆ เช่น พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 5, โดจแห่งเจนัว, และกษัตริย์จากหลายอาณาจักรในยุโรป
ทางด้านผู้ก่อการกบฏได้พยายามขอความช่วยเหลือจากเจนัว ซึ่งเป็นคู่แข่งของเวนิส แต่เจนัวกลับรักษาความเป็นกลางและปฏิเสธที่จะเข้าแทรกแซง ทำให้กลุ่มผู้ก่อการต้องเผชิญกับกองทัพเวนิสเพียงลำพังในที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
กบฏเซนต์ไททัสคืออะไร?
คือการลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของสาธารณรัฐเวนิสบนเกาะครีตในศตวรรษที่ 14 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรัฐอิสระที่ชื่อว่าสาธารณรัฐเซนต์ไททัส
ทำไมชาวครีตและชาวลาตินถึงร่วมมือกัน?
เพราะทั้งสองกลุ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีที่กดขี่ของเวนิส และผู้ตั้งถิ่นฐานชาวลาตินที่อาศัยอยู่ในครีตได้เริ่มปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนมีความผูกพันกับเกาะครีตมากกว่าเมืองเวนิส
ผลลัพธ์ของการกบฏครั้งนี้เป็นอย่างไร?
การกบฏล้มเหลวหลังจากเวนิสส่งกองทัพขนาดใหญ่มาปราบปราม และกลุ่มผู้ก่อการไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจนัวตามที่คาดหวัง


