← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Rupert Read นักปรัชญาสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง Climate Majority Project

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Climate Majority Project
  • มีบทบาทสำคัญในการทำให้ BBC เปลี่ยนนโยบายการนำเสนอข่าว โดยไม่นำผู้ปฏิเสธภาวะโลกร้อนมาถกเถียงกับนักวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความสมดุลปลอม
  • เป็นอดีตโฆษกของกลุ่ม Extinction Rebellion และมีส่วนช่วยให้รัฐสภาสหราชอาณาจักรประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ
  • เชี่ยวชาญด้านหลักการระวังไว้ก่อน (Precautionary Principle) และการปรับตัวเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformative Adaptation)

Rupert Read (เกิดปี 1966) เป็นนักปรัชญาสิ่งแวดล้อม ปัญญาชนสาธารณะ และผู้ก่อตั้งรวมถึงผู้อำนวยการคนปัจจุบันของ Climate Majority Project เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เขียนหนังสือหลายเล่มที่ครอบคลุมทั้งเรื่องปรัชญาของ Wittgenstein และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Rupert Read
Rupert Read นักปรัชญาและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม

เส้นทางวิชาการและผลงานทางปรัชญา

Read สำเร็จการศึกษาด้านปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) จาก Balliol College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ก่อนจะศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ซึ่งเขาได้รับปริญญาเอก โดยผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเขามุ่งเน้นไปที่การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา 'quus' ของ Kripke และปัญหา 'grue' ของ Nelson Goodman ผ่านมุมมองของ Ludwig Wittgenstein

เขาเคยดำรงตำแหน่ง Reader ด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัย East Anglia (UEA) โดยเชี่ยวชาญด้านปรัชญาภาษา ปรัชญาวิทยาศาสตร์ และปรัชญาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนที่โดดเด่น เช่น Why Climate Breakdown Matters, Deep Adaptation: Navigating the Realities of Climate Chaos และ Do You Want to Know the Truth?

หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle)

หนึ่งในจุดเน้นสำคัญในงานวิชาการของ Read คือ หลักการระวังไว้ก่อน (Precautionary Principle) ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับ Nassim Nicholas Taleb ในการประยุกต์ใช้หลักการนี้กับประเด็นการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต (GMOs) นอกจากนี้เขายังได้ขยายขอบเขตการใช้หลักการนี้ไปยังด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคการเงินและเทคโนโลยี

บทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

Rupert Read มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับสาธารณะ ดังนี้:

  • Extinction Rebellion: เขาเคยทำหน้าที่เป็นโฆษกของกลุ่ม Extinction Rebellion และเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ได้เข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร เพื่อเรียกร้องให้รัฐสภาประกาศภาวะฉุกเฉินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบาย BBC: ในปี 2018 Read ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับนโยบายของ BBC โดยการปฏิเสธที่จะร่วมโต้วาทีกับผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Denier) ส่งผลให้ BBC เปลี่ยนนโยบายไม่นำเสนอความเห็นของผู้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่สร้างความสมดุลที่ผิดเพี้ยนกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
  • พรรค Green Party: เขาเคยเป็นโฆษกด้านการขนส่งและผู้ประสานงานพรรคในภูมิภาค East of England ของพรรค Green Party of England and Wales

การปรับตัวเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformative Adaptation)

ปัจจุบัน Read ให้ความสำคัญกับ การปรับตัวเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformative Adaptation) ซึ่งเป็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เน้นการเปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานรากเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการล่มสลายของสิ่งแวดล้อม

เขาโต้แย้งว่า แม้การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonisation) จะยังคงมีความสำคัญ แต่การมุ่งเน้นเพียงเรื่องนี้อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากมีการล่มสลายของภูมิอากาศบางส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ดังนั้น สังคมจึงต้องปรับตัวเพื่อให้ชุมชนมีความสามารถในการรับมือและอยู่รอดได้ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

Rupert Read คือใคร?

เขาเป็นนักปรัชญาสิ่งแวดล้อม ปัญญาชนสาธารณะ และผู้ก่อตั้ง Climate Majority Project ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และการปรับตัวต่อวิกฤตภูมิอากาศ

การปรับตัวเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformative Adaptation) คืออะไร?

คือแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เน้นการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมจากระดับล่างขึ้นบน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับการล่มสลายของสิ่งแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไม Rupert Read ถึงลาออกจากมหาวิทยาลัย East Anglia (UEA)?

เขาลาออกในปี 2023 เนื่องจากไม่พอใจที่แวดวงวิชาการในปัจจุบันล้มเหลวในการเผชิญหน้ากับวิกฤตภูมิอากาศอย่างเพียงพอ และให้คุณค่ากับวิทยาศาสตร์มากกว่าศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมถึงต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการสร้าง Climate Majority Project