The Poverty of Historicism บทวิเคราะห์แนวคิดของ Karl Popper
สรุปใจความสำคัญ
- Karl Popper เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อโต้แย้งว่าการทำนายอนาคตทางประวัติศาสตร์โดยใช้กฎเกณฑ์ตายตัวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
- Popper แบ่งประวัติศาสตร์นิยมออกเป็นสาย Pro-naturalistic (ใช้ระเบียบวิธีทางฟิสิกส์) และ Anti-naturalistic
- หนึ่งในข้อโต้แย้งหลักคือ 'ปัจจัยของมนุษย์' (Human Factor) ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงจนไม่สามารถทำนายได้ด้วยกฎเกณฑ์ทางสังคมศาสตร์
The Poverty of Historicism เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักปรัชญาชื่อดัง Karl Popper ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1944 (และปรับปรุงในปี 1957) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อโต้แย้งว่าแนวคิดที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์นิยม" (Historicism) นั้นเป็นแนวคิดที่อันตรายและไร้ซึ่งรากฐานทางวิทยาศาสตร์

ประวัติการตีพิมพ์และที่มา
ผลงานชิ้นนี้เริ่มต้นจากการเป็นบทความที่อ่านในปี 1936 ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นชุดบทความในวารสาร Economica ในปี 1944 และกลายเป็นหนังสือภาษาอังกฤษในปี 1957 Popper อุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความเชื่อใน "กฎแห่งโชคชะตาทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" ซึ่งเป็นรากฐานของลัทธิฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์
นิยามของประวัติศาสตร์นิยม (Historicism)
Popper นิยามประวัติศาสตร์นิยมว่าเป็นแนวทางในสังคมศาสตร์ที่เชื่อว่า "เป้าหมายหลักของสังคมศาสตร์คือการทำนายอนาคตทางประวัติศาสตร์" โดยเชื่อว่ามีกฎวิวัฒนาการของสังคมที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อใช้ในการพยากรณ์ว่าสังคมจะดำเนินไปในทิศทางใด
เขายังแบ่งประวัติศาสตร์นิยมออกเป็นสองสายหลัก ได้แก่:
- แนวทางโปร-ธรรมชาติวิทยา (Pro-naturalistic): สนับสนุนการนำวิธีการทางฟิสิกส์มาใช้กับสังคมศาสตร์
- แนวทางแอนตี้-ธรรมชาติวิทยา (Anti-naturalistic): ต่อต้านการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในสังคมศาสตร์
การวิพากษ์วิจารณ์ของ Popper
Popper แบ่งการวิจารณ์ความล้มเหลวของการทำนายทางประวัติศาสตร์ออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:
1. ปัญหาพื้นฐานทางทฤษฎี
- ความเป็นไปไม่ได้ในการบรรยายสังคมทั้งหมด: การจะบรรยายสถานะปัจจุบันของมนุษยชาติทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณลักษณะที่ต้องพิจารณามีจำนวนไม่สิ้นสุด เมื่อเราไม่รู้สถานะปัจจุบันอย่างสมบูรณ์ เราจึงไม่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ
- ประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์เดี่ยว: ประวัติศาสตร์มนุษย์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความรู้ในอดีตจึงไม่ใช่ "กฎ" แต่เป็นเพียง "คำแถลงทางประวัติศาสตร์แบบเอกเทศ"
- ปัจจัยของมนุษย์ (The Human Factor): การกระทำของมนุษย์มีความไม่แน่นอนและแปรปรวนสูง ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้โดยสมบูรณ์ หากพยายามควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จจะนำไปสู่ระบอบเผด็จการ
- ข้อจำกัดของกฎทางวิทยาศาสตร์: กฎทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราตัดความเป็นไปได้บางอย่างออกไปได้ แต่ไม่สามารถบีบให้ผลลัพธ์เหลือเพียงทางเลือกเดียวได้
- ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต: เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ทิศทางของประวัติศาสตร์ หากทิศทางนั้นขึ้นอยู่กับการเติบโตของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้
2. ความไม่สอดคล้องในข้อโต้แย้ง
Popper ชี้ให้เห็นว่านักประวัติศาสตร์นิยมมักเรียกร้องให้มีการ "ปรับเปลี่ยนมนุษย์" เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมในอนาคต ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่าสังคมนั้นจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (inevitable) เพราะหากมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนมนุษย์เพื่อเร่งให้มันเกิดขึ้น
3. ผลกระทบในทางปฏิบัติ
ความเชื่อในกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่ตายตัวมักนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเผด็จการ โดยอ้างว่าการกระทำที่โหดร้ายในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดตามกฎของประวัติศาสตร์
คำถามที่พบบ่อย
ประวัติศาสตร์นิยม (Historicism) คืออะไรในมุมมองของ Popper?
คือแนวทางในสังคมศาสตร์ที่เชื่อว่าเป้าหมายหลักคือการค้นหากฎแห่งวิวัฒนาการของสังคมเพื่อใช้ในการทำนายอนาคตทางประวัติศาสตร์
ทำไม Popper ถึงมองว่าการทำนายอนาคตทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้?
เพราะประวัติศาสตร์มนุษย์เป็นเหตุการณ์เดี่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และการกระทำของมนุษย์มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงอนาคตยังขึ้นอยู่กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ถูกค้นพบในปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิทางการเมืองอย่างไร?
Popper วิพากษ์วิจารณ์ว่าความเชื่อในกฎแห่งโชคชะตาทางประวัติศาสตร์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์

