← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พระราชบัญญัติการขยายไฟฟ้าสู่ชนบท ค.ศ. 1936

สรุปใจความสำคัญ

  • ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1936 โดยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์
  • เปลี่ยนรูปแบบการส่งไฟฟ้าในชนบทจากแรงดันต่ำ (2,300V) เป็นแรงดันสูงขึ้น (6,900V และต่อมาเป็น 12,470V) เพื่อให้ส่งได้ไกลขึ้น
  • ใช้ระบบสหกรณ์ไฟฟ้า (Electric Cooperatives) ที่สมาชิกเป็นเจ้าของ เพื่อแก้ปัญหาความไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ของบริษัทเอกชน
  • ขยายขอบเขตจากพลังงานไฟฟ้าไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในศตวรรษที่ 21

พระราชบัญญัติการขยายไฟฟ้าสู่ชนบท ค.ศ. 1936 (Rural Electrification Act หรือ REA) เป็นกฎหมายที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1936 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดสรรเงินกู้จากรัฐบาลกลางสำหรับการติดตั้งระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นยังขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างหนัก

ตราประทับทางการของสหรัฐอเมริกา
ตราประทับทางการของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางกฎหมาย

เงินทุนดังกล่าวถูกส่งผ่านไปยังบริษัทไฟฟ้าในรูปแบบของสหกรณ์ไฟฟ้า (Electric Cooperatives) ซึ่งเป็นองค์กรที่สมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน สหกรณ์เหล่านี้จะซื้อไฟฟ้าในราคาส่งและดำเนินการติดตั้งโครงข่ายสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อกระจายไฟฟ้าไปยังครัวเรือนในชนบท กฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย New Deal ของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)

ประวัติและการผลักดันกฎหมาย

ก่อนการประกาศใช้กฎหมายนี้ ประธานาธิบดีรูสเวลต์ได้ออกคำสั่งบริหารที่ 7037 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1935 เพื่อจัดตั้งสำนักงานการขยายไฟฟ้าสู่ชนบท (Rural Electrification Administration) ต่อมาในปี ค.ศ. 1936 สภาคองเกรสได้ให้การรับรองการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการผ่านพระราชบัญญัติ REA

ในยุคนั้น ไฟฟ้าเป็นสิ่งปกติในเขตเมือง แต่ในพื้นที่ฟาร์มและพื้นที่ห่างไกลกลับแทบไม่มีการเข้าถึง โดยมีผู้สนับสนุนหลักคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จอห์น อี. แรนกิน และวุฒิสมาชิก จอร์จ วิลเลียม นอร์ริส นอกจากนี้ แซม เรย์เบิร์น ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายนี้ในฐานะประธานคณะกรรมการการพาณิชย์ระหว่างรัฐและต่างประเทศ

ภาพบรรยากาศการติดตั้งเสาไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท
การขยายโครงข่ายไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมในสหรัฐอเมริกายุคแรก

แซม เรย์เบิร์น เคยระบุในปี ค.ศ. 1959 ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 มีบ้านในฟาร์มเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ แต่หลังจากมีการดำเนินงานตาม REA สัดส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90

ข้อโต้แย้งและประเด็นทางเทคนิค

มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี

ผู้สนับสนุน REA อ้างว่าการนำไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกลนั้นไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับบริษัทเอกชน เนื่องจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าในเมืองขณะนั้นใช้แรงดัน 2,300 โวลต์ ซึ่งส่งได้ไกลเพียงประมาณ 4 ไมล์ (6.4 กม.) ก่อนที่แรงดันจะตกจนใช้งานไม่ได้

สหกรณ์ไฟฟ้าของ REA จึงเปลี่ยนมาใช้โครงข่ายจำหน่ายแรงดัน 6,900 โวลต์ (และต่อมาพัฒนาเป็นระบบ 4 สาย Y แรงดัน 12,470/7,200 โวลต์ ในปัจจุบัน) ซึ่งสามารถส่งไฟฟ้าได้ไกลถึง 40 ไมล์ (64 กม.) แม้ว่าต้องใช้หม้อแปลงไฟฟ้าที่มีราคาสูงขึ้นในแต่ละบ้าน แต่ต้นทุนรวมของระบบกลับมีความเหมาะสมมากกว่า

ข้อวิพากษ์วิจารณ์

นักประวัติศาสตร์บางท่าน เช่น ริชาร์ด เอฟ. เฮิร์ช และเดวิด ที. เบโต วิจารณ์ว่า REA ทำให้การเติบโตของแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ที่ไม่ใช่ของรัฐหยุดชะงัก โดยระบุว่าก่อนหน้านี้บ้านในฟาร์มมากกว่าครึ่งที่มีไฟฟ้าใช้ ต่างใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนบุคคล (Individual Lighting Plants) ที่ใช้พลังงานจากลม น้ำ ก๊าซโซลีน หรือน้ำมันก๊าด

เบโตยังโต้แย้งว่าบริษัทเอกชนได้ผลักดันการขยายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในช่วงปี ค.ศ. 1924 ถึง 1932 และหากอัตรานี้ดำเนินต่อไป ฟาร์มส่วนใหญ่ก็น่าจะมีไฟฟ้าใช้ภายในทศวรรษ 1940 โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ อย่างไรก็ตาม ทิม แซบลิก ระบุว่าอัตราการขยายไฟฟ้าได้หยุดชะงักอยู่ที่ร้อยละ 11 ระหว่างปี ค.ศ. 1932 ถึง 1938 เนื่องจากปัญหาความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประชากรเบาบาง ซึ่งสหกรณ์ไฟฟ้าภายใต้ REA ได้เข้ามาช่วยลดต้นทุนให้ลงมาอยู่ในระดับที่จัดการได้

การติดตั้งระบบไฟฟ้าในครัวเรือนและฟาร์ม

ทีมช่างไฟฟ้าของ REA ได้เดินทางไปทั่วชนบทเพื่อติดตั้งสายไฟในบ้านและโรงนา โดยมาตรฐานการติดตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประกอบด้วย:

  • แผงฟิวส์ขนาด 60 แอมป์ 230 โวลต์ ซึ่งประกอบด้วย:
    • วงจรสำหรับเตาไฟฟ้า 60 แอมป์
    • วงจรห้องครัว 20 แอมป์
    • วงจรแสงสว่าง 15 แอมป์ จำนวน 2-3 วงจร

ในแต่ละห้องจะมีการติดตั้งโคมไฟเพดานหนึ่งจุด ควบคุมด้วยสวิตช์เดียวใกล้ประตู และมีเต้ารับไฟฟ้าเพียงหนึ่งจุดต่อห้อง เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กในสมัยนั้นมีราคาสูงและไม่แพร่หลาย การเดินสายไฟใช้สายประเภท NM (nonmetallic sheathed cable) ซึ่งหุ้มด้วยยางเสริมใยหิน (asbestos-reinforced rubber) และคลุมด้วยปอและน้ำมันดิน

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในภายหลัง

พระราชบัญญัติ REA ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้งเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย ดังนี้:

  • ค.ศ. 1944: ขยายระยะเวลาการกู้ยืมเป็น 35 ปี และกำหนดให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ถาวร
  • ค.ศ. 1949: ขยายขอบเขตเงินกู้ให้ครอบคลุมถึงบริษัทโทรศัพท์ที่ต้องการขยายโครงข่ายไปยังพื้นที่ชนบท
  • ค.ศ. 1993: ปรับโครงสร้างโครงการเงินกู้โดยตรงสำหรับไฟฟ้า สหกรณ์โทรศัพท์ และตลาดการอนุรักษ์พลังงาน
  • ธันวาคม ค.ศ. 1993: ภายใต้ข้อตกลง NAFTA ให้รวมเม็กซิโกและแคนาดาในข้อกำหนด "Buy American"
  • ค.ศ. 2008: เพิ่มข้อกำหนดสำหรับการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมบรอดแบนด์และอินเทอร์เน็ตในชนบท
  • ค.ศ. 2014: จัดทำโครงการนำร่องสำหรับโครงข่ายบรอดแบนด์ความเร็วระดับกิกะบิตในชนบท

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติการขยายไฟฟ้าสู่ชนบท (REA) คืออะไร?

เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1936 เพื่อให้เงินกู้แก่สหกรณ์ไฟฟ้าในการติดตั้งระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล ซึ่งบริษัทไฟฟ้าเอกชนไม่ต้องการลงทุนเนื่องจากไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์

ทำไมต้องใช้ระบบสหกรณ์ไฟฟ้าแทนบริษัทเอกชน?

เนื่องจากพื้นที่ชนบทมีประชากรเบาบาง ทำให้บริษัทเอกชนไม่สามารถทำกำไรได้จากการลงทุนติดตั้งสายส่งไฟฟ้า การใช้ระบบสหกรณ์ที่สมาชิกในชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกันจึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนและลดต้นทุนได้มากกว่า

REA ส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าในฟาร์มของสหรัฐฯ อย่างไร?

ส่งผลอย่างมาก โดยจากเดิมที่มีบ้านในฟาร์มเพียงร้อยละ 3 ที่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 ภายในปี ค.ศ. 1959

ปัจจุบัน REA ยังมีความสำคัญอย่างไร?

กฎหมายนี้ได้วิวัฒนาการจากการขยายไฟฟ้า ไปสู่การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท

มีการวิพากษ์วิจารณ์ REA อย่างไรบ้าง?

นักประวัติศาสตร์บางส่วนมองว่า REA ทำให้การพัฒนาแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ เช่น กังหันลมหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนบุคคลในฟาร์ม หยุดชะงักลง เพราะทุกคนหันมาพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าจากส่วนกลางแทน