← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัสเซียหลังการรุกรานยูเครน

สรุปใจความสำคัญ

  • รัสเซียประกาศแนวคิดนโยบายต่างประเทศปี 2023 โดยนิยามตนเองเป็น 'รัฐอารยธรรมยูเรเชีย' เพื่อหันเข้าหา Global South
  • มีการจัดทำ 'รายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตร' เพื่อใช้ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการทูตและเศรษฐกิจ
  • เบลารุสเป็นพันธมิตรหลักที่อนุญาตให้รัสเซียใช้ดินแดนเป็นฐานทัพและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี
  • ประเทศในยุโรปหลายแห่ง เช่น เซอร์เบีย รักษาท่าทีก้ำกึ่งโดยประณามการรุกรานแต่ไม่เข้าร่วมการคว่ำบาตร

นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 เมื่อสหพันธรัฐรัสเซียได้เริ่มการรุกรานยูเครนในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัสเซีย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศตะวันตก ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเข้มงวดจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา และพันธมิตรอื่นๆ

การปรับทิศทางยุทธศาสตร์และแนวคิดนโยบายต่างประเทศ

รัฐบาลรัสเซียได้จัดทำ "รายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตร" (Unfriendly Countries List) เพื่อระบุกลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดหรือขาดความสัมพันธ์ทางการทูต นอกจากนี้ ในปี 2023 ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ได้อนุมัติแนวคิดนโยบายต่างประเทศฉบับใหม่ ซึ่งนิยามรัสเซียว่าเป็น "รัฐอารยธรรมยูเรเชีย" (Eurasian civilization state) โดยมีเป้าหมายหลักในการลดการพึ่งพาตะวันตกและกระชับความสัมพันธ์กับเอเชีย โลกอิสลาม แอฟริกา ละตินอเมริกา และกลุ่มประเทศทางใต้ (Global South) เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการสิ้นสุดของอำนาจนำ (Hegemony) ของชาติตะวันตกในระเบียบโลก

ความสัมพันธ์ในภูมิภาคยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน

กลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและสนับสนุน

  • เบลารุส: มีบทบาทสำคัญในการเป็นฐานปฏิบัติการให้กองทัพรัสเซียในช่วงเริ่มต้นของการรุกราน และยอมรับการนำอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีของรัสเซียเข้ามาติดตั้งในดินแดนเบลารุส
  • แอบคาเซียและเซาท์ออสเซเทีย: แสดงการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียอย่างเต็มที่ โดยเซาท์ออสเซเทียได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมสนับสนุนการรุกรานในยูเครน

กลุ่มประเทศที่มีท่าทีเป็นกลางหรือมีความขัดแย้งภายใน

  • เซอร์เบีย: แม้จะประณามการรุกรานและลงมติเห็นชอบในมติของสหประชาชาติที่ประณามรัสเซีย แต่เซอร์เบียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย โดยให้เหตุผลถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคง
  • อาเซอร์ไบจาน: รักษาท่าทีเป็นกลางโดยสนับสนุนบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน พร้อมกับคงความร่วมมือทางการเมืองและทางทหารกับรัสเซีย
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา: เกิดความแตกแยกในระดับผู้นำ โดยสมาชิกประธานาธิบดีชาวโครแอตและบอสเนียประณามการรุกราน ในขณะที่สมาชิกชาวเซิร์บยืนยันความเป็นกลางและคัดค้านการคว่ำบาตร

ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดขึ้น

อาร์เมเนีย: แม้จะเป็นพันธมิตรทางทหารกับรัสเซีย แต่ความสัมพันธ์เริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี นิโคล พาชินยัน ได้ระบุชัดเจนว่าอาร์เมเนียไม่ใช่พันธมิตรของรัสเซียในสงครามยูเครน

คำถามที่พบบ่อย

รัสเซียปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศอย่างไรหลังการรุกรานยูเครน?

รัสเซียหันไปสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศ Global South เช่น เอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกามากขึ้น และประกาศตนเป็น 'รัฐอารยธรรมยูเรเชีย' เพื่อลดอิทธิพลของชาติตะวันตก

เบลารุสมีบทบาทอย่างไรในความขัดแย้งนี้?

เบลารุสสนับสนุนรัสเซียโดยการอนุญาตให้ใช้ดินแดนเป็นจุดเริ่มต้นในการรุกรานยูเครน และยอมรับการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีของรัสเซียในดินแดนของตน

ทำไมเซอร์เบียถึงไม่คว่ำบาตรรัสเซียแม้จะประณามการรุกราน?

เนื่องจากเซอร์เบียมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซีย และมองว่ารัสเซียเป็นผู้สนับสนุนหลักในการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของตน