← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การแทรกแซงทางทหารในเยเมนโดยกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย

สรุปใจความสำคัญ

  • เริ่มต้นเมื่อ 26 มีนาคม 2015 ตามคำขอของประธานาธิบดีอับดรับบูห์ มันซูร์ ฮาดิ
  • แบ่งเป็นสองระยะคือ ปฏิบัติการพายุเด็ดขาด และปฏิบัติการคืนความหวัง
  • นำโดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีพันธมิตรจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
  • มีเป้าหมายเพื่อขับไล่กลุ่มกบฏฮูตีและฟื้นฟูอำนาจของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

การแทรกแซงทางทหารในเยเมนโดยกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2015 โดยเป็นการรวมตัวของประเทศในเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ ภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบสนองต่อคำขอของประธานาธิบดี อับดรับบูห์ มันซูร์ ฮาดิ (Abdrabbuh Mansur Hadi) ซึ่งถูกกลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ขับไล่ออกจากกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ในเดือนกันยายน 2014 ระหว่างความขัดแย้งในสงครามกลางเมืองเยเมน

ความพยายามขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในการสร้างข้อตกลงแบ่งปันอำนาจภายใต้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านชุดใหม่ประสบความล้มเหลว ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างกองกำลังรัฐบาล กลุ่มกบฏฮูตี และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งประธานาธิบดีฮาดิต้องลี้ภัยไปยังซาอุดีอาระเบียก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารจะเริ่มต้นขึ้น

แผนที่แสดงพื้นที่ความขัดแย้งในเยเมน
แผนที่แสดงการกระจายตัวของกองกำลังและพื้นที่ควบคุมในสงครามกลางเมืองเยเมน

ระยะของปฏิบัติการทางทหาร

การแทรกแซงทางทหารแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก ดังนี้:

  • ปฏิบัติการพายุเด็ดขาด (Operation Decisive Storm): เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 21 เมษายน 2015 เน้นการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกลุ่มกบฏฮูตีและการปิดล้อมทางทะเลและทางอากาศอย่างสมบูรณ์
  • ปฏิบัติการคืนความหวัง (Operation Restoring Hope): เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2015 เป็นต้นมา โดยเปลี่ยนแนวทางเป็นการผสมผสานระหว่างการดำเนินการทางการเมือง การทูต และการทหาร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาว

กองกำลังที่เข้าร่วม

กลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย

ประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ (จนถึงปี 2017) อียิปต์ จอร์แดน โมร็อกโก (จนถึงปี 2019) เซเนกัล และซูดาน (จนถึงปี 2019) นอกจากนี้ยังมีการใช้ผู้รับจ้างทางทหารจากลาตินอเมริกาและบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน เช่น Academi/Constellis ในช่วงปี 2015-2016

การสนับสนุนจากภายนอก

สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา และเกาหลีใต้ ได้ให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาทางทหาร การสนับสนุนด้านข่าวกรอง และการขายอาวุธ

ฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายตรงข้ามหลักคือกลุ่มกบฏฮูตี (Houthi militants) และกองทัพเยเมนบางส่วนที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ (Ali Abdullah Saleh) ในช่วงปี 2015-2017 โดยมีการกล่าวหาจากสหรัฐฯ ว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮูตี แม้ว่าอิหร่านจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ก็ตาม

ผลกระทบและความสูญเสีย

สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในโลก มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งจากเหตุโจมตีทางอากาศ การสู้รบโดยตรง และความอดอยากที่เกิดจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจาก Al Jazeera ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตหลายพันคนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2018 ขณะที่กลุ่มพันธมิตรระบุว่าสามารถกำจัดสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์ในเยเมน (AQAP) ได้จำนวนมาก

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมซาอุดีอาระเบียจึงแทรกแซงทางทหารในเยเมน?

เพื่อตอบสนองคำขอของประธานาธิบดีฮาดิ และเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งซาอุดีอาระเบียมองว่าเป็นตัวแทนของอิหร่านในบริเวณพรมแดนของตน

ปฏิบัติการพายุเด็ดขาดแตกต่างจากปฏิบัติการคืนความหวังอย่างไร?

ปฏิบัติการพายุเด็ดขาดเน้นการโจมตีทางอากาศและการปิดล้อมอย่างรวดเร็ว ส่วนปฏิบัติการคืนความหวังเน้นการผสมผสานระหว่างการทหาร การทูต และการเมืองเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

กลุ่มกบฏฮูตีคือใคร?

กลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาและทางการเมืองในเยเมนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเข้ายึดอำนาจในกรุงซานาในปี 2014

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในความขัดแย้งนี้คืออะไร?

สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนด้านข่าวกรอง การเติมน้ำมันกลางอากาศ และการขายอาวุธให้แก่กลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย

ผลกระทบด้านมนุษยธรรมในเยเมนเป็นอย่างไร?

เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมรุนแรง มีการขาดแคลนอาหาร ยา และเชื้อเพลิง เนื่องจากการสู้รบและการปิดล้อมทางทะเลและอากาศ