ไซมอน แวน เดน เบิร์ก ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมมาการีนและต้นกำเนิด Unilever
สรุปใจความสำคัญ
- ไซมอน แวน เดน เบิร์ก ก่อตั้งโรงงานผลิตมาการีนแห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ในปี 1872
- เขาสามารถหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของเยอรมนีได้โดยการตั้งโรงงานในเมืองเคลฟและประกาศว่าเป็นโรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรม
- ธุรกิจของเขาเป็นรากฐานสำคัญในการควบรวมกิจการจนกลายเป็นบริษัท Unilever ในปี 1929
ไซมอน แวน เดน เบิร์ก (Simon van den Bergh) เป็นนักธุรกิจชาวดัตช์ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Unilever ในปัจจุบัน โดยเขาได้เริ่มต้นจากการก่อตั้งโรงงานผลิตมาการีนในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. 1872

การขยายธุรกิจและกลยุทธ์การหลบเลี่ยงภาษี
ในปี ค.ศ. 1888 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ซามูเอล ลูกชายของเขาได้เข้ามาร่วมงานในบริษัท เขาได้ตัดสินใจเปิดโรงงานแห่งที่สองในเมืองเคลฟ (Kleve) ภายใต้ชื่อ Van den Bergh Margarine Works โดยไซมอนใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการประกาศว่าโรงงานแห่งนี้มีไว้สำหรับการผลิตมาการีนในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เขาสามารถหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าเนยและมาการีนที่สูงลิ่วของจักรวรรดิเยอรมันในขณะนั้นได้
การเปิดตัวแบรนด์ Sanella
ความสำเร็จของธุรกิจมาการีนของเขาได้นำไปสู่การเปิดตัวแบรนด์ Sanella ในปี ค.ศ. 1904 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มาการีนที่ผลิตจากนมอัลมอนด์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น
เส้นทางสู่การเป็น Unilever
หลังจากที่ไซมอน แวน เดน เบิร์ก เสียชีวิตลง ในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1929 โรงงานมาการีน Jurgens & Prince Margarine Works ในเมืองโกช (Goch) และโรงงาน Van den Bergh ในเมืองเคลฟ ได้ควบรวมกิจการกันจนกลายเป็นบริษัท Margarine Unie
ต่อมา บริษัท Margarine Unie ที่เพิ่งควบรวมกิจการกันได้รวมตัวกับบริษัทผู้ผลิตสบู่ชาวอังกฤษอย่าง Lever Brothers เพื่อสร้างบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันในชื่อ Unilever ในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ไซมอน แวน เดน เบิร์ก คือใคร?
เขาเป็นนักธุรกิจชาวดัตช์ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตมาการีนในเนเธอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษทางธุรกิจของบริษัท Unilever
แบรนด์ Sanella คืออะไร?
เป็นแบรนด์มาการีนที่ผลิตจากนมอัลมอนด์ ซึ่งเปิดตัวโดยบริษัทของไซมอน แวน เดน เบิร์ก ในปี 1904
บริษัท Unilever เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Margarine Unie (ซึ่งรวมโรงงานของ Van den Bergh และ Jurgens & Prince) กับบริษัท Lever Brothers ของอังกฤษ