Slavery by Another Name การทาสในรูปแบบใหม่ของชาวอเมริกันผิวดำ
สรุปใจความสำคัญ
- หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) สาขา General Nonfiction ในปี 2009
- ระบบเช่าตัวนักโทษ (Convict Lease System) ถูกใช้เพื่อสร้างแรงงานบังคับสำหรับบริษัทเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐฯ
- กฎหมาย Black Codes ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้กิจกรรมปกติของชาวผิวดำกลายเป็นความผิดทางอาญา เพื่อให้สามารถจับกุมและเช่าตัวได้
- ระบบนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
Slavery by Another Name: The Re-Enslavement of Black Americans from the Civil War to World War II เป็นหนังสือที่เขียนโดย ดักลาส เอ แบล็กมอน (Douglas A. Blackmon) ตีพิมพ์โดย Anchor Books ในปี 2008 หนังสือเล่มนี้สำรวจการใช้แรงงานบังคับของนักโทษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายชาวอเมริกันผิวดำ โดยผ่านระบบที่เรียกว่า "ระบบเช่าตัวนักโทษ" (Convict Lease System) ซึ่งใช้โดยรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลรัฐ และบริษัทเอกชนในพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่หลังสงครามกลางเมืองอเมริกาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง
จุดเริ่มต้นและการวิจัย
หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากการที่แบล็กมอนเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับของชาวผิวดำโดยบริษัท U.S. Steel Corporation เมื่อเขาเห็นการตอบรับที่ล้นหลาม จึงได้เริ่มทำการวิจัยอย่างละเอียดเพื่อขยายผลเป็นหนังสือ โดยเขาได้เดินทางไปตามศาลท้องถิ่นในรัฐทางตอนใต้เพื่อรวบรวมบันทึกการจับกุม การตัดสินโทษ และการลงโทษ
แบล็กมอนพบว่าบันทึกเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การจับกุมชาวผิวดำจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นจากอาชญากรรมจริง ๆ แต่เป็นกลอุบายเพื่อนำตัวพวกเขาเข้าสู่ระบบแรงงานบังคับ โดยมักจะอ้างว่าพวกเขาเป็น "คนจรจัด" (vagrancy) หรือความผิดเล็กน้อยอื่น ๆ เพื่อให้บริษัทเอกชนสามารถใช้แรงงานทาสในรูปแบบใหม่นี้ได้
เนื้อหาหลักของหนังสือ
แบล็กมอนนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครหลักคือ กรีน คอตเทนแฮม (Green Cottenham) ชายชาวอเมริกันผิวดำที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นอดีตทาส และถูกจับกุมในปี 1908 ด้วยข้อหา "คนจรจัด" จากนั้นรัฐแอลาบามาได้เช่าตัวเขาให้ไปทำงานในเหมืองถ่านหินของบริษัท U.S. Steel Corporation ซึ่งเขาได้เสียชีวิตที่นั่น
การสร้าง "ทาสอุตสาหกรรม"
แบล็กมอนอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของ "ทาสอุตสาหกรรม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการใช้แรงงานทาสในไร่ฝ้ายเป็นแรงงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ โดยหลังจากสงครามกลางเมืองและยุคการฟื้นฟู (Reconstruction Era) รัฐทางตอนใต้ได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า "Black Codes" ซึ่งเป็นชุดกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ชีวิตของชาวผิวดำกลายเป็นอาชญากรรม เพื่อให้รัฐสามารถจับกุมและเช่าตัวพวกเขาให้กับบริษัทเอกชนได้
การต่อสู้และการสิ้นสุดของระบบ
ในศตวรรษที่ 20 มีอัยการรัฐบาลกลางบางส่วนพยายามที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายว่าด้วยการบังคับใช้แรงงาน (debt bondage) แต่ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้รับความสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐทางตอนใต้ที่ชาวผิวดำถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ระบบเช่าตัวนักโทษนี้สิ้นสุดลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากรัฐบาลกลางและประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องเชื้อชาติและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เพื่อสร้างความสามัคคีในชาติและการระดมพลทางทหาร
บทสรุปและความสำคัญ
แบล็กมอนโต้แย้งว่า การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกาไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่หลังสงครามกลางเมือง แต่ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบอื่นจนถึงศตวรรษที่ 20 การยอมรับประวัติศาสตร์ส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สังคมเข้าใจถึงรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
Slavery by Another Name คือหนังสือเกี่ยวกับอะไร?
เป็นหนังสือที่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับระบบเช่าตัวนักโทษในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการนำชาวอเมริกันผิวดำมาใช้เป็นแรงงานบังคับในเหมืองแร่และโรงงานหลังสงครามกลางเมืองจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง
ระบบเช่าตัวนักโทษ (Convict Lease System) ทำงานอย่างไร?
รัฐจะจับกุมชาวผิวดำด้วยข้อหาเล็กน้อยหรือข้อหาที่สร้างขึ้น เช่น การเป็นคนจรจัด (vagrancy) จากนั้นรัฐจะให้บริษัทเอกชนเช่าตัวนักโทษเหล่านี้ไปทำงานหนักในเหมืองแร่หรือไร่สวน โดยที่นักโทษไม่ได้รับค่าจ้างหรือได้รับค่าจ้างน้อยมาก
ทำไมระบบนี้ถึงสิ้นสุดลง?
ระบบนี้สิ้นสุดลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากความจำเป็นในการระดมพลทางทหารและความต้องการสร้างความสามัคคีในชาติ ทำให้รัฐบาลกลางหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นการเหยียดผิวและแรงงานบังคับมากขึ้น
