ข้อถกเถียงเรื่องการเก็บรักษาไวรัสฝีดาษ ทำลายหรือเก็บไว้?
สรุปใจความสำคัญ
- ไวรัสฝีดาษที่ได้รับการรับรองในปัจจุบันถูกเก็บไว้เพียง 2 แห่ง คือ CDC ในสหรัฐฯ และ VECTOR ในรัสเซีย
- WHO พยายามผลักดันให้ทำลายเชื้อไวรัสฝีดาษทั้งหมดตั้งแต่ปี 1986 แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากการคัดค้านของสหรัฐฯ และรัสเซีย
- มีการค้นพบเชื้อไวรัสฝีดาษที่หลงเหลืออยู่ในห้องปฏิบัติการที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบทั้งในแอฟริกาใต้ (2013) และสหรัฐอเมริกา (2014)
นับตั้งแต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าโรคฝีดาษ (Smallpox) ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นไปจากโลกในปี 1980 เกิดข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องในหมู่บรรดานักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกี่ยวกับชะตากรรมของไวรัส Variola ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคฝีดาษที่ยังคงหลงเหลืออยู่
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
ปัจจุบัน เชื้อไวรัสฝีดาษที่ได้รับการรับรองว่าถูกเก็บรักษาไว้อย่างเข้มงวดในห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพสูงสุด (BSL-4) มีเพียงสองแห่งในโลก คือ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ในสหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ VECTOR ในรัสเซีย
ประเด็นหลักของการถกเถียงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน:
- ฝ่ายที่สนับสนุนให้ทำลาย: มองว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรในการเก็บรักษาเชื้อไวรัสเหล่านี้อีกต่อไป และการเก็บไว้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงหากเชื้อหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการ
- ฝ่ายที่สนับสนุนให้เก็บรักษา: เชื่อว่าตัวอย่างเหล่านี้ยังมีคุณค่าต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีน ยาต้านไวรัส และชุดตรวจวินิจฉัยใหม่ๆ รวมถึงความกังวลว่าอาจมีเชื้อสายพันธุ์อื่นหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติหรือถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีทางพันธุกรรม
ประวัติและการตัดสินใจของ WHO
ในปี 1981 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียต และแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีศูนย์ความร่วมมือกับ WHO หรือทำงานกับไวรัส Variola อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของ Janet Parker ในปี 1978 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ซึ่งติดเชื้อจากห้องปฏิบัติการ ทำให้มีการตัดสินใจทำลายสต็อกเชื้อทั้งหมดหรือโอนย้ายไปยังห้องปฏิบัติการอ้างอิงของ WHO เพียงสองแห่งคือ CDC และ VECTOR
WHO ได้แนะนำให้ทำลายตัวอย่างไวรัสฝีดาษทั้งหมดครั้งแรกในปี 1986 และกำหนดวันทำลายหลายครั้ง (ปี 1993, 1999 และ 2002) แต่เนื่องจากการคัดค้านของสหรัฐฯ และรัสเซีย ในปี 2002 สมัชชาอนามัยโลกจึงตกลงให้มีการเก็บรักษาไวรัสไว้ชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยเฉพาะทาง
เหตุผลสนับสนุนการเก็บรักษาของสหรัฐอเมริกา
ในปี 2011 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ให้เหตุผลว่าการทำลายเชื้อในตอนนี้เป็นเพียง "การกระทำเชิงสัญลักษณ์" แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงที่แท้จริง เนื่องจาก:
- ความไม่แน่นอนของการปฏิบัติตามกฎ: ไม่มีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการว่าทุกประเทศได้ทำลายเชื้อตามคำขอของ WHO จริงหรือไม่
- ร่างพันธุกรรมที่เปิดเผย: ข้อมูลจีโนมของไวรัสฝีดาษมีอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้ที่มีเครื่องมือและเจตนาไม่ดีสามารถสังเคราะห์ไวรัสขึ้นมาใหม่ในห้องปฏิบัติการได้
- ความจำเป็นในการเตรียมพร้อม: การมีเชื้อต้นแบบช่วยให้การวิจัยเพื่อรับมือกับการกลับมาของโรคหรือการใช้เป็นอาวุธชีวภาพทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การค้นพบเชื้อที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ
ความกังวลเรื่องการหลุดรอดหรือการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้องได้รับการตอกย้ำจากการค้นพบในภายหลัง เช่น:
- ปี 2013: พบชิ้นส่วน DNA ของไวรัสฝีดาษที่ถูกโคลนในห้องปฏิบัติการที่แอฟริกาใต้ ซึ่งต่อมาถูกทำลายภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ในปี 2014
- ปี 2014: พบหลอดบรรจุเชื้อไวรัสฝีดาษ (Variola major) ที่มีชีวิตในห้องเก็บของที่ไม่ได้ใช้งานในห้องปฏิบัติการของ FDA บนวิทยาเขต NIH ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างจากช่วงทศวรรษ 1950
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมบางประเทศถึงไม่ยอมทำลายไวรัสฝีดาษ?
เพราะเชื่อว่าการเก็บไว้วิจัยจะช่วยให้พัฒนาวัคซีนและยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และกังวลว่าอาจมีเชื้อหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติหรือถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
การเก็บรักษาไวรัสฝีดาษมีความเสี่ยงอย่างไร?
ความเสี่ยงหลักคือการที่เชื้ออาจหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการ (Laboratory leak) ซึ่งอาจนำไปสู่การระบาดของโรคที่ประชากรโลกส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันแล้วในปัจจุบัน
WHO มีบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้?
WHO ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผลักดันให้มีการทำลายเชื้อเพื่อความปลอดภัยระดับโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของประเทศสมาชิกที่ถือครองเชื้อเพื่อประโยชน์ทางการวิจัย

