การเต้นรำทางสังคม ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของความบันเทิง
สรุปใจความสำคัญ
- การเต้นรำทางสังคมเน้นการมีส่วนร่วม (Participation) มากกว่าการแสดง (Performance)
- การเต้นรำวอลซ์ (Waltz) เคยถูกมองว่าอื้อฉาวในอดีตเนื่องจากความใกล้ชิดของคู่เต้นรำ
- การเต้นรำในศตวรรษที่ 20 ของสหรัฐฯ ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมแอฟริกัน-อเมริกันและละตินอเมริกา
การเต้นรำทางสังคมเป็นรูปแบบการเต้นรำที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสร้างความบันเทิง มากกว่าที่จะเป็นการแสดงโชว์บนเวที โดยทั่วไปแล้ว การเต้นรำประเภทนี้มักจะถูกใช้เพื่อการเข้าสังคม การเฉลิมฉลองในพิธีกรรม หรือแม้แต่การแข่งขันในบางกรณี

การเต้นรำทางสังคมในวัฒนธรรมตะวันตก
รูปแบบการเต้นรำในงานสังคมเปลี่ยนไปตามค่านิยมของสังคมในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 มีการบันทึกถึงการเต้นรำ เช่น ballo, carol และ saltarello แม้จะไม่มีการบันทึกท่าทางที่ชัดเจน แต่ในศตวรรษที่ 15 เริ่มมีการบันทึกท่าเต้นรำแบบ basse dance ของราชสำนักเบอร์กันดี ซึ่งแพร่หลายไปทั่วยุโรป
ยุคบาโรกและยุคสมัยใหม่ตอนต้น
ในยุคบาโรก งานบอลล์ (Court Balls) ทำหน้าที่เป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม โดยการเต้นรำจะเริ่มด้วย branle ซึ่งคู่เต้นรำจะยืนเรียงแถวตามลำดับชั้นทางสังคม ผู้ที่มีสถานะสูงที่สุดจะเริ่มเต้นก่อน ตามมาด้วยความนิยมของ Menuet และ Gavotte
ในช่วงยุค Regency (ค.ศ. 1811-1830) การเต้น Quadrille กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในอังกฤษและฝรั่งเศส โดยมีท่าเต้นที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเบา เช่น chassé และ jeté
การเปลี่ยนแปลงสู่ความใกล้ชิดและการเต้นรำคู่
การมาถึงของ Waltz (วอลซ์) ในอังกฤษช่วงปลายสงครามนาโปลีโอนิก สร้างความตื่นเต้นและเรื่องอื้อฉาวในสมัยนั้น เนื่องจากคู่เต้นรำต้องเต้นรำในระยะที่ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคยเป็นที่ยอมรับได้ นอกจากนี้ยังมี Polka ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการเต้นรำที่เน้นความใกล้ชิดของคู่เต้นรำ ซึ่งสะท้อนถึงสังคมที่เริ่มมีความกล้าหาญและสร้างสรรค์มากขึ้น
การเต้นรำทางสังคมในสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวอเมริกันเริ่มนำการเต้นรำแบบวิกตอเรีย เช่น Two-Step มาผสมผสานกับดนตรี Ragtime เกิดการเต้นรำแบบ Cakewalk ของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และการเต้นรำเลียนแบบสัตว์ เช่น Turkey Trot
การแพร่หลายของแผ่นเสียงและวิทยุทำให้การเต้นรำเปลี่ยนจากการใช้ดนตรีสดเป็นดนตรีบันทึกเสียง ซึ่งส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม sock hops และตู้เพลง (jukeboxes)
ยุค Swing และ Rock 'n' Roll
ในช่วงทศวรรษ 1930 การเต้น Swing dance ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีรูปแบบย่อย เช่น Lindy Hop และ West Coast Swing ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน
ในทศวรรษ 1950 ดนตรี Rock 'n' Roll นำมาซึ่งการเต้นรำที่แสดงออกถึงความขบถ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการแยกตัวออกจากรูปแบบการเต้นรำของพ่อแม่ การเต้นรำในยุคนี้เริ่มเปลี่ยนจากการมีผู้นำและผู้ตาม (leader and follower) มาเป็นการเต้นรำแบบอิสระมากขึ้น
อิทธิพลจากละตินอเมริกา
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 อิทธิพลจากการเต้นรำละตินอเมริกา โดยเฉพาะจากคิวบา ได้แพร่หลายเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ผ่านการย้ายถิ่นฐานและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เกิดเป็นสไตล์การเต้นรำที่หลากหลาย เช่น Mambo และ Cha-cha-chá ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมยอดนิยมในอเมริกา
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 อิทธิพลจากคิวบาและเปอร์โตริโกได้หลอมรวมกันจนกลายเป็น Salsa ซึ่งเป็นแนวเพลงและท่าเต้นที่กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมในเขตเมือง
คำถามที่พบบ่อย
การเต้นรำทางสังคมแตกต่างจากการเต้นรำเพื่อการแสดงอย่างไร?
การเต้นรำทางสังคมเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์ และความบันเทิงส่วนบุคคลในงานสังคม โดยไม่มีความจำเป็นต้องต้องมีการซ้อมเพื่อการแสดงโชว์บนเวที
การเต้นรำประเภทใดที่ได้รับความนิยมในยุค Regency?
การเต้นรำแบบ Quadrille ซึ่งประกอบด้วยท่าเต้นที่เคลื่อนที่อย่างเร็วและเบา เช่น chassé และ jeté
Salsa เกิดขึ้นจากอะไร?
Salsa เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีและท่าเต้นจากคิวบาและเปอร์โตริโก โดยได้รับอิทธิพลจากดนตรีแอฟริกัน-แคริบเบียน
