← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การแผ่รังสีวิทยุจากดวงอาทิตย์

สรุปใจความสำคัญ

  • ดวงอาทิตย์แผ่รังสีวิทยุจากชั้นโครโมสเฟียร์และคอโรนาผ่าน 4 กลไกหลัก
  • กลไกแบบไม่สอดคล้อง (Incoherent) สร้างรังสีพื้นหลัง ส่วนกลไกแบบสอดคล้อง (Coherent) สร้างการระเบิดของรังสีวิทยุที่รุนแรง
  • การสังเกตการณ์รังสีวิทยุช่วยยืนยันว่าชั้นคอโรนาของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงถึงล้านองศา
  • การระเบิดของรังสีวิทยุมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปรากฏการณ์ลุกจ้า (Solar Flare) และการปลดปล่อยมวลคอโรนา (CME)

การแผ่รังสีวิทยุจากดวงอาทิตย์ (Solar Radio Emission) คือคลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ โดยมีแหล่งกำเนิดหลักมาจากชั้นบรรยากาศชั้นล่างและชั้นบน ซึ่งได้แก่ ชั้นโครโมสเฟียร์ (Chromosphere) และชั้นคอโรนา (Corona) ตามลำดับ การแผ่รังสีเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านกลไกทางฟิสิกส์ 4 รูปแบบหลัก ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนให้กลายเป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า

กลไกการแผ่รังสี

กลไกการแผ่รังสีวิทยุจากดวงอาทิตย์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามลักษณะการกำเนิดรังสี ดังนี้:

1. กลไกแบบไม่สอดคล้อง (Incoherent Mechanisms)

เป็นการรวมกันของรังสีที่สร้างขึ้นอย่างเป็นอิสระโดยอนุภาคแต่ละตัว กลไกกลุ่มนี้ทำให้เกิดการแผ่รังสีพื้นหลัง (Background emissions) ที่มีความเข้มข้นต่ำและเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ตามการวิวัฒนาการของโครงสร้างในชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ ประกอบด้วย:

  • การแผ่รังสีเบรกสตรัลลุงทางความร้อน (Thermal Bremsstrahlung): หรือการแผ่รังสีจากการหักเหของอิเล็กตรอนเมื่อเคลื่อนที่ผ่านไอออนบวก
  • การแผ่รังสีไจโรแมกเนติก (Gyromagnetic Emission): การแผ่รังสีที่เกิดจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบเส้นแรงแม่เหล็ก

2. กลไกแบบสอดคล้อง (Coherent Mechanisms)

เป็นกรณีพิเศษที่รังสีถูกผลิตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ณ ความถี่เฉพาะเจาะจง สามารถสร้างอุณหภูมิความสว่าง (Brightness Temperature) หรือความเข้มข้นของรังสีที่สูงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิด การระเบิดของรังสีวิทยุ (Solar Radio Bursts) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเดียวกับที่ทำให้เกิดการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ (Solar Flares) และการปลดปล่อยมวลคอโรนา (Coronal Mass Ejections) ประกอบด้วย:

  • การแผ่รังสีพลาสม่า (Plasma Emission): การแผ่รังสีที่เกิดขึ้น ณ ความถี่พลาสม่าของตัวกลาง
  • การแผ่รังสีอิเล็กตรอน-ไซโคลตรอนมาเซอร์ (Electron-Cyclotron Maser Emission): กลไกที่สร้างรังสีที่มีความเข้มข้นสูงมากในแถบความถี่แคบ
สูตรคำนวณความถี่พลาสม่าของอิเล็กตรอน
สมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความถี่พลาสม่าของอิเล็กตรอนกับความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในพลาสม่าดวงอาทิตย์
สูตรคำนวณความถี่ไจโรของอิเล็กตรอน
สมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ไจโรของอิเล็กตรอนกับความเข้มของสนามแม่เหล็ก

ประวัติและการสังเกตการณ์

การแผ่รังสีวิทยุจากดวงอาทิตย์ถูกรายงานในวารสารทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Grote Reber ในปี ค.ศ. 1944 โดยเป็นการสังเกตการแผ่รังสีไมโครเวฟที่ความถี่ 160 MHz จากชั้นโครโมสเฟียร์ อย่างไรก็ตาม มีบันทึกว่าเจ้าหน้าที่เรดาร์ของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1942) ได้ตรวจพบการระเบิดของรังสีวิทยุความถี่ต่ำที่รุนแรง แต่ข้อมูลดังกล่าวถูกเก็บเป็นความลับทางทหารในขณะนั้น

การค้นพบที่สำคัญในช่วงแรกโดยนักดาราศาสตร์วิทยุ เช่น Joseph Pawsey พบว่าดวงอาทิตย์แผ่รังสีวิทยุออกมามากกว่าที่คาดการณ์ไว้จากทฤษฎีการแผ่รังสีของวัตถุดำ (Black body radiation) ซึ่ง Vitaly Ginzburg ได้เสนอคำอธิบายในปี ค.ศ. 1946 ว่าเกิดจากการแผ่รังสีเบรกสตรัลลุงทางความร้อนจากชั้นคอโรนาที่มีอุณหภูมิสูงถึงล้านองศา ซึ่งข้อมูลจากรังสีวิทยุได้ช่วยยืนยันการมีอยู่ของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติในชั้นคอโรนา

วิวัฒนาการของเครื่องมือวัด

ก่อนปี ค.ศ. 1950 การสังเกตการณ์ใช้สายอากาศที่บันทึกความเข้มของดวงอาทิตย์ทั้งดวง ณ ความถี่เดียว ต่อมา Ruby Payne-Scott และ Paul Wild ได้ใช้การสังเกตการณ์หลายความถี่พร้อมกัน และพบว่าเวลาที่เริ่มเกิดการระเบิดของรังสีวิทยุจะแตกต่างกันตามความถี่ ซึ่งบ่งชี้ว่าการระเบิดของรังสีวิทยุเกี่ยวข้องกับการรบกวนที่เคลื่อนที่ออกจากดวงอาทิตย์ผ่านชั้นพลาสม่าที่มีความหนาแน่นต่างกัน

สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนา เรดิโอสเปกโตรกราฟ (Radiospectrographs) ซึ่งสามารถสังเกตดวงอาทิตย์ต่อเนื่องในช่วงความถี่ที่กว้าง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สเปกตรัมไดนามิก (Dynamic Spectrum) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจำแนกประเภทของการระเบิดของรังสีวิทยุในปัจจุบัน

การสร้างภาพด้วยอินเทอร์เฟอโรมิเตอร์

เนื่องจากเรดิโอสเปกโตรกราฟไม่สามารถสร้างภาพได้ การระบุตำแหน่งของแหล่งกำเนิดรังสีจึงต้องใช้ อินเทอร์เฟอโรมิเตอร์ (Interferometer) หรือกลุ่มของกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพ (Aperture Synthesis) การสร้างภาพดวงอาทิตย์ในย่านรังสีวิทยุเริ่มเป็นระบบในปี ค.ศ. 1967 ด้วยการใช้ Culgoora Radioheliograph และตามมาด้วยเครื่องมืออื่นๆ เช่น Nobeyama Radioheliograph และเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่อย่าง Very Large Array (VLA) และ Atacama Large Millimeter Array (ALMA)

คำถามที่พบบ่อย

รังสีวิทยุจากดวงอาทิตย์เกิดจากอะไร?

เกิดจากการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนในพลาสม่าของชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ (โครโมสเฟียร์และคอโรนา) ให้กลายเป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ผ่านกลไก เช่น การแผ่รังสีเบรกสตรัลลุง และการแผ่รังสีพลาสม่า

การระเบิดของรังสีวิทยุ (Solar Radio Burst) คืออะไร?

คือการเพิ่มขึ้นของความเข้มรังสีวิทยุอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดจากกลไกการแผ่รังสีแบบสอดคล้อง (Coherent mechanisms) และมักเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์ลุกจ้าของดวงอาทิตย์

ทำไมต้องใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบอินเทอร์เฟอโรมิเตอร์?

เพราะเครื่องมือวัดความถี่ (Radiospectrographs) สามารถบอกได้เพียงความเข้มและความถี่ของรังสี แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งเชิงพื้นที่ของแหล่งกำเนิดรังสีบนดวงอาทิตย์ได้ อินเทอร์เฟอโรมิเตอร์จึงจำเป็นสำหรับการสร้างภาพ