ระบบเสียง Sony Dynamic Digital Sound (SDDS)
สรุปใจความสำคัญ
- รองรับช่องสัญญาณเสียงสูงสุด 8 ช่อง (7.1) ซึ่งมากกว่าระบบดิจิทัลมาตรฐานในยุคเดียวกัน
- ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลแบบ ATRAC 5:1 เพื่อบันทึกข้อมูลลงบนฟิล์ม
- บันทึกข้อมูลเสียงดิจิทัลไว้ที่ขอบทั้งสองด้านของฟิล์ม 35 มม.
- เป็นระบบเสียงที่ติดตั้งแพงที่สุดและมีความเสี่ยงต่อความเสียหายของฟิล์มบริเวณขอบสูง
Sony Dynamic Digital Sound (SDDS) เป็นระบบเสียงดิจิทัลสำหรับโรงภาพยนตร์ที่พัฒนาโดยบริษัท Sony โดยมีลักษณะเด่นคือการบันทึกข้อมูลเสียงดิจิทัลแบบบีบอัดไว้ที่ขอบทั้งสองด้านของฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35 มม. ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มคุณภาพและมิติของเสียงในโรงภาพยนตร์ให้มีความสมจริงยิ่งขึ้น
คุณลักษณะทางเทคนิค
ระบบ SDDS รองรับช่องสัญญาณเสียงอิสระสูงสุดถึง 8 ช่อง ซึ่งประกอบด้วย:
- ช่องสัญญาณด้านหน้า 5 ช่อง (Front Channels)
- ช่องสัญญาณเซอร์ราวด์ 2 ช่อง (Surround Channels)
- ช่องสัญญาณซับเบส 1 ช่อง (Sub-bass Channel)
การจัดวางช่องสัญญาณทั้ง 8 นี้มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบเสียงแม่เหล็กของฟิล์มขนาดใหญ่ในอดีต เช่น Cinerama และ Cinemiracle โดยการมีช่องสัญญาณด้านหน้าถึง 5 ช่อง ช่วยให้เกิดประโยชน์อย่างมากในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งระยะห่างระหว่างลำโพงกลางและลำโพงซ้าย/ขวาอาจมีระยะห่างกันมาก ระบบถอดรหัส SDDS ยังมีความสามารถในการผสมสัญญาณ (Downmix) ให้เหลือจำนวนช่องสัญญาณที่น้อยลงได้หากจำเป็น

ประวัติการพัฒนา
โครงการ SDDS เริ่มต้นภายใต้รหัสลับว่า "Green Lantern" ซึ่งชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนและคำเรียกเครื่องฉายภาพในยุคแรก (Magic Lantern) สาเหตุที่ใช้ชื่อสีเขียวเนื่องจากในขั้นตอนการพัฒนาช่วงแรกมีการใช้เลเซอร์สีเขียวในการพิมพ์ข้อมูลบิตขนาด 8 ไมโครเมตร
การพัฒนาเริ่มต้นโดยแผนกเสียงของ Columbia Pictures ภายใต้สัญญาจ้างกับบริษัท Semetex Corp. ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมี Jaye Waas เป็นผู้ออกแบบและสถาปนิกหลัก และ Mark Waring เป็นวิศวกรด้านออปติคอลหลัก แม้ว่าสิทธิบัตรจะตกเป็นของ Sony แต่รายชื่อผู้สนับสนุนงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของ Sony
การวิวัฒนาการของรูปแบบการบันทึก
ในรุ่นต้นแบบของ Semetex ข้อมูลเสียง 8 ช่องสัญญาณแบบไม่บีบอัดถูกวางไว้ใน 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ขอบทั้งสองด้านของแทร็กเสียงอนาล็อก และขอบด้านตรงข้ามของเฟรมภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่รูหนามเตย (Sprocket Perforation) ซึ่งมักเกิดการสึกหรอจากการทำงานของเครื่องฉาย ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลเสียงเสียหายได้
เมื่อ Sony นำต้นแบบมาพัฒนาต่อ วิศวกรได้ปรับเปลี่ยนขนาดบิตข้อมูลจาก 8 ไมโครเมตร เป็น 24 ไมโครเมตร และย้ายตำแหน่งการบันทึกข้อมูลไปไว้ที่ขอบสุดของฟิล์ม นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล 5:1 ATRAC มาใช้ พร้อมระบบตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาด รวมถึงการสร้างข้อมูลสำรอง (Redundancy) เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลเสียงได้แม้ฟิล์มจะมีการตัดต่อหรือซ่อมแซม

การนำไปใช้งานและข้อจำกัด
ระบบ SDDS เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1992 โดย Sony ได้ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของเครือโรงภาพยนตร์ Sony Theaters และสตูดิโอ Columbia/TriStar ในการผลักดันระบบนี้ รวมถึงการทำข้อตกลงกับ AMC Theatres ในปี 1994 เพื่อติดตั้ง SDDS ในโรงภาพยนตร์แห่งใหม่
อย่างไรก็ตาม SDDS กลับเป็นระบบที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Dolby Digital และ DTS เนื่องจากปัจจัยหลายประการ:
- ค่าใช้จ่าย: มีค่าติดตั้งที่สูงที่สุดและเปิดตัวช้ากว่าคู่แข่ง
- ความทนทาน: เนื่องจากการบันทึกข้อมูลไว้ที่ขอบสุดของฟิล์ม ทำให้แทร็กเสียงดิจิทัลเสี่ยงต่อการเสียหายได้ง่ายกว่า
- ความเสถียร: หากแทร็กดิจิทัลเสียหาย ระบบจะสลับไปใช้เสียงอนาล็อก ซึ่งอาจทำให้คุณภาพเสียงลดลงในบางจุด (Drop-out)
- ความซับซ้อนในการผลิต: การใช้งานเสียง 8 ช่องสัญญาณเต็มรูปแบบต้องมีการมิกซ์เสียงแยกต่างหากจากแบบ 6 ช่องสัญญาณ ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับสตูดิโอ ทำให้ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ SDDS ยังคงเป็นแบบ 5.1 ช่องสัญญาณ
คำถามที่พบบ่อย
SDDS แตกต่างจาก Dolby Digital และ DTS อย่างไร?
SDDS รองรับสูงสุด 8 ช่องสัญญาณ (7.1) ในขณะที่ระบบอื่นรองรับ 6 ช่องสัญญาณ (5.1) และ SDDS บันทึกข้อมูลไว้ที่ขอบฟิล์ม ในขณะที่ Dolby Digital บันทึกไว้ระหว่างรูหนามเตย
ทำไมระบบ SDDS ถึงไม่ได้รับความนิยมเท่าระบบอื่น?
เนื่องจากมีค่าติดตั้งสูง ความทนทานของแทร็กเสียงต่ำเพราะอยู่บริเวณขอบฟิล์ม และสตูดิโอต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการมิกซ์เสียง 8 ช่องสัญญาณ
เทคโนโลยี ATRAC คืออะไรในระบบ SDDS?
ATRAC คือเทคโนโลยีการบีบอัดเสียงของ Sony ที่ช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูลเสียงดิจิทัลคุณภาพสูงลงในพื้นที่จำกัดบนฟิล์มได้