การลงจอดแบบ Splashdown วิธีการนำยานอวกาศกลับสู่โลก own
สรุปใจความสำคัญ
- Splashdown คือการลงจอดของยานอวกาศในแหล่งน้ำโดยใช้ร่มชูชีพเพื่อลดแรงกระแทก
- สหรัฐอเมริกานิยมใช้วิธีนี้เนื่องจากฐานปล่อยจรวดตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งและปล่อยยานออกสู่มหาสมุทร
- น้ำเค็มเป็นหนึ่งในข้อเสียหลักที่อาจส่งผลกระทบต่อยานอวกาศที่ออกแบบมาให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้
Splashdown คือวิธีการลงจอดของยานอวกาศหรือจรวดส่งยานอวกาศในแหล่งน้ำ โดยส่วนใหญ่จะใช้ร่มชูชีพเพื่อชะลอความเร็วในการร่วงหล่น วิธีนี้เป็นวิธีการกู้คืนหลักของแคปซูลอวกาศของสหรัฐอเมริกา รวมถึงโครงการ Mercury, Gemini, Apollo และ Orion ของ NASA รวมถึงยาน Dragon ของบริษัท SpaceX
เนื่องจากน้ำมีความหนาแน่นและความหนืดต่ำ จึงทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกให้กับยานอวกาศ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้จรวดเบรก (Braking Rocket) เพื่อชะลอความเร็วในขั้นตอนสุดท้ายเหมือนกับแคปซูลของรัสเซียและจีน หรือใช้ถุงลมนิรภัยเหมือนกับยาน Starliner ของ Boeing
ประวัติศาสตร์ของการลงจอดในน้ำ
วิธีการลงจอดแบบ Splashdown ถูกนำมาใช้ในภารกิจ Mercury, Gemini และ Apollo (รวมถึง Skylab) และยังคงใช้ในภารกิจ Artemis ในปัจจุบัน
ในเที่ยวบิน Mercury ยุคแรกๆ เฮลิคอปเตอร์จะใช้สายเคเบิลผูกกับแคปซูลแล้วยกขึ้นจากน้ำเพื่อนำส่งไปยังเรือกู้ภัย แต่หลังจากเหตุการณ์ยาน Liberty Bell 7 จมลง ทำให้มีการเปลี่ยนมาใช้ ทุ่นลอยน้ำ (Flotation Collar) ซึ่งคล้ายกับแพยาง เพื่อเพิ่มแรงลอยตัวให้กับยานอวกาศ จากนั้นจึงใช้เครนยกยานขึ้นบนดาดฟ้าเรือ
เมื่อทุ่นลอยน้ำถูกติดตั้งแล้ว ประตูแคปซูลจะถูกเปิดออก นักบินอวกาศบางคนเลือกที่จะถูกยกขึ้นด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปยังเรือกู้ภัย ในขณะที่บางคนเลือกที่จะอยู่กับยานและถูกยกขึ้นเรือด้วยเครน โดยในโครงการ Gemini และ Apollo (เที่ยวบินที่ 7 ถึง 17) นักบินอวกาศส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีการยกตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์
กรณีพิเศษ ภารกิจ Apollo 11
ในภารกิจ Apollo 11 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ NASA ได้เตรียมการป้องกันการปนเปื้อนทางชีวภาพ โดยนักบินอวกาศต้องสวมชุดให้ความช่วยเหลือทางชีวภาพ (Biological Isolation Garments) และต้องได้รับการทำความสะอาดภายนอกชุดก่อนที่จะถูกยกขึ้นเรือ USS Hornet และนำเข้าสู่ห้องกักตัวเคลื่อนที่ (Mobile Quarantine Facility) เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากดวงจันทร์
ข้อเสียและความเสี่ยงของการลงจอดแบบ Splashdown
ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ยานอวกาศเกิดการรั่วซึมและจมลง ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับยาน Liberty Bell 7 ของ Gus Grissom ที่ประตูเปิดออกก่อนกำหนดทำให้ยานจมลง และเขาเกือบจะจมน้ำตาย
นอกจากนี้ หากแคปซูลลงจอดห่างจากจุดที่กำหนดไว้มาก นักบินอวกาศอาจต้องติดค้างอยู่ในทะเลเป็นเวลานาน เช่น กรณีของ Scott Carpenter ในยาน Aurora 7 ที่ลงจอดห่างจากจุดเป้าหมายถึง 400 กิโลเมตร
อีกหนึ่งปัจจัยคือ น้ำเค็มในมหาสมุทรมีผลเสียต่อวัสดุของยานอวกาศ โดยเฉพาะยานที่ออกแบบมาเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusable) เช่น ยาน Dragon ของ SpaceX ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเข้มงวดหลังการลงจอด
การกู้คืนจรวดส่งยานอวกาศ
นอกจากการนำแคปซูลกลับมาแล้ว บางครั้งวิธีการ Splashdown ยังถูกนำมาใช้เพื่อกู้คืนส่วนประกอบของจรวดส่งยานอวกาศด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ จรวดขับดันของกระสวยอวกาศ (Space Shuttle SRBs) ซึ่ง NASA ได้กู้คืนเกือบทุกชุดจากทั้งหมด 135 ครั้งของการปล่อยตัว รวมถึงจรวดขั้นแรกของ Electron จากบริษัท Rocket Lab
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมสหรัฐฯ ถึงเลือกใช้การลงจอดแบบ Splashdown แทนการลงจอดบนบก?
เนื่องจากฐานปล่อยจรวดของสหรัฐฯ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่ง และเส้นทางการบินส่วนใหญ่จะพาดผ่านมหาสมุทร ทำให้การลงจอดในน้ำมีความสะดวกและปลอดภัยกว่าในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
จะเกิดอะไรอะไรขึ้นหากยานอวกาศลงจอดผิดจุด?
ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยจะเตรียมเรือหลายลำในให้พร้อมแสตนบายในจุดต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่นักบินอวกาศนักบินอวกาศจะติดค้างอยู่ในทะเลเป็นเวลานาน
การลงจอดแบบ Splashdown มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ความเสี่ยงหลักคือการยานอวกาศรั่วซึมและจมลง รวมถึงการเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายในมหาสมุทร และการกัดกร่อนจากน้ำเค็ม


