← กลับไปยังบทความทั้งหมด

อาการร่วงหล่น (Stall) ในพลศาสตร์ของไหลและการบิน

สรุปใจความสำคัญ

  • อาการร่วงหล่น (Stall) ไม่ได้หมายความว่าเครื่องยนต์หยุดทำงาน แต่หมายถึงการสูญเสียแรงยกทางอากาศพลศาสตร์
  • มุมปะทะวิกฤต (Critical Angle of Attack) คือจุดที่แรงยกสูงสุดก่อนที่จะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • การแยกตัวของกระแสอากาศ (Flow separation) จากผิวปีกด้านบนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการ Stall
  • การหมุนควง (Spin) อาจเกิดขึ้นได้หากเครื่องบินอยู่ในสภาวะ Stall และมีการเสียสมดุลในการบิน

ในทางพลศาสตร์ของไหล อาการร่วงหล่น (Stall) คือสภาวะที่สัมประสิทธิ์ของแรงยก (Lift Coefficient) ที่สร้างโดยแผ่นฟอยล์ (Foil) ลดลง เมื่อมุมปะทะ (Angle of Attack) เพิ่มขึ้นจนเกินค่าวิกฤต โดยทั่วไปมุมปะทะวิกฤตจะอยู่ที่ประมาณ 15 องศา แต่ค่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับชนิดของของไหล, รูปทรงของแผ่นฟอยล์ (รวมถึงขนาดและพื้นผิว) และเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number)

ภาพประกอบอาการร่วงหล่นของเครื่องบิน
การสูญเสียแรงยกเมื่อมุมปะทะสูงเกินไปนำไปสู่สภาวะ Stall

คำจำกัดความอย่างเป็นทางการ

อาการร่วงหล่นเป็นสภาวะทางอากาศพลศาสตร์และการบิน ซึ่งหากมุมปะทะของเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกินจุดหนึ่ง แรงยกจะเริ่มลดลง มุมที่เกิดเหตุการณ์นี้เรียกว่า มุมปะทะวิกฤต (Critical Angle of Attack) หากมุมปะทะเพิ่มขึ้นเกินค่าวิกฤต แรงยกจะลดลงและเครื่องบินจะเริ่มลดระดับลง ซึ่งจะยิ่งทำให้มุมปะทะเพิ่มขึ้นและสูญเสียแรงยกมากขึ้นไปอีก

แผนผังการไหลของอากาศรอบปีกเครื่องบิน
การแยกตัวของกระแสอากาศที่ผิวปีกด้านบนเมื่อเกิดอาการ Stall

ปัจจัยที่มีผลต่อมุมปะทะวิกฤต

มุมปะทะวิกฤตขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น รูปแบบหน้าตัดของปีก (Airfoil section), รูปทรงของปีก (Planform), อัตราส่วนกว้างยาว (Aspect ratio) และปัจจัยอื่นๆ โดยทั่วไปสำหรับปีกเครื่องบินความเร็วต่ำกว่าเสียง (Subsonic airfoils) จะอยู่ในช่วง 8 ถึง 20 องศา

ประเภทของการร่วงหล่น (Types of Stall)

การร่วงหล่นเกิดจากการแยกตัวของกระแสอากาศ (Flow separation) ซึ่งเกิดจากการที่อากาศไหลสวนทางกับความดันที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:

  • Trailing-edge stall: การแยกตัวเริ่มต้นที่มุมปะทะต่ำใกล้กับขอบหลังของปีก และค่อยๆ เคลื่อนที่มาด้านหน้าเมื่อมุมปะทะเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการสร้างแรงยกลดลงและมักเกิดการสั่นสะเทือน (Buffeting)
  • Leading-edge stall: การแยกตัวเกิดขึ้นที่ขอบหน้าของปีกอย่างรวดเร็ว
  • Thin-aerofoil stall: เกิดขึ้นกับปีกที่มีลักษณะบาง

ในอดีต เครื่องบินเครื่องยนต์ลูกสูบและเครื่องบินเจ็ทยุคแรกมีพฤติกรรมการร่วงหล่นที่คาดเดาได้ง่าย โดยมีการสั่นสะเทือนเตือนก่อนเกิด Stall และหากเพิกเฉย เครื่องบินจะลดหัวลงโดยธรรมชาติเพื่อกู้คืนสภาวะ แต่การพัฒนาปีกในยุคต่อมา (เช่น เครื่องยนต์เทอร์โบพร็อพ) ทำให้พฤติกรรมการร่วงหล่นซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น จึงมีการนำอุปกรณ์เตือน เช่น Stick shakers (อุปกรณ์เขย่าคันบังคับ) และ Stick pushers (อุปกรณ์ดันคันบังคับลง) มาใช้เพื่อความปลอดภัย

ความสัมพันธ์ระหว่างแรงยกและมุมปะทะ

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงยกและมุมปะทะ
กราฟแสดงจุดสูงสุดของแรงยกที่มุมปะทะวิกฤต

จากกราฟจะเห็นได้ว่า แรงยกสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อถึงมุมปะทะวิกฤต (ในยุคแรกเรียกว่า "burble point") ในตัวอย่างนี้คือ 17.5 องศา อย่างไรก็ตาม ค่านี้จะแตกต่างกันไปตามรูปทรงของปีก:

  • ปีกที่มีความหนาทางอากาศพลศาสตร์สูง: จะมีมุมปะทะวิกฤตสูงกว่าปีกที่บางกว่าในระดับความโค้งเดียวกัน
  • ปีกแบบสมมาตร (Symmetric airfoils): จะมีมุมปะทะวิกฤตต่ำกว่า แต่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการบินกลับหัว

การทดสอบในอุโมงค์ลมโดยใช้แบบจำลองขนาดเล็กมักจะให้ผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากความแตกต่างของเลขเรย์โนลด์ (Reynolds number) โดยในเครื่องบินจริงที่มีเลขเรย์โนลด์สูง กระแสอากาศจะยึดเกาะผิวปีกได้นานกว่า ทำให้มุมปะทะวิกฤตในความเป็นจริงมักจะสูงกว่าที่ผลการทดสอบจากแบบจำลองขนาดเล็กแสดงไว้

คำถามที่พบบ่อย

อาการ Stall คืออะไร?

คือสภาวะที่มุมปะทะของปีกเครื่องบินเพิ่มขึ้นจนเกินค่าวิกฤต ทำให้กระแสอากาศแยกตัวออกจากผิวปีกและแรงยกลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เครื่องบินลดระดับลง

เครื่องยนต์ดับทำให้เกิด Stall หรือไม่?

ไม่ เครื่องยนต์ดับไม่ได้เป็นสาเหตุของ Stall และแม้แต่เครื่องบินร่อน (Glider) ที่ไม่มีเครื่องยนต์ก็สามารถเกิดอาการ Stall ได้

จะป้องกันอาการ Stall ได้อย่างไร?

นักบินต้องควบคุมมุมปะทะไม่ให้เกินค่าวิกฤต และใช้เครื่องมือเตือนภัย เช่น Stick shakers เพื่อให้ทราบว่าเครื่องบินกำลังเข้าใกล้สภาวะ Stall