สเตฟานี ดัลลีย์ นักอัสซีเรียวิทยาผู้ไขปริศนาสวนลอยแห่งบาบิโลน
สรุปใจความสำคัญ
- สเตฟานี ดัลลีย์ เป็นนักอัสซีเรียวิทยาชาวอังกฤษที่เชี่ยวชาญด้านการแปลอักษรลิ่มและประวัติศาสตร์ตะวันออกใกล้โบราณ
- เธอเสนอทฤษฎีว่าสวนลอยแห่งบาบิโลนแท้จริงแล้วตั้งอยู่ที่เมืองไนน์เวห์ และสร้างโดยพระเจ้าเซนนาเชริบ
- เธอพิสูจน์ว่าเจ้าหญิงนิมรุดที่พบในหลุมศพที่เมืองนิมรุดเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรยูดาห์ผ่านการวิเคราะห์จารึกชื่อ
สเตฟานี แมรี ดัลลีย์ (Stephanie Mary Dalley) เป็นนักอัสซีเรียวิทยาและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกใกล้โบราณชาวอังกฤษ เธอเป็นที่รู้จักในระดับสากลจากการตีพิมพ์ผลงานการแปลอักษรลิ่ม (Cuneiform) และการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสวนลอยแห่งบาบิโลน โดยเธอได้เสนอทฤษฎีที่ท้าทายความเชื่อเดิมว่า สวนลอยแห่งนี้แท้จริงแล้วตั้งอยู่ที่เมืองไนน์เวห์ (Nineveh) และถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าเซนนาเชริบ (Sennacherib) ไม่ใช่ที่เมืองบาบิโลน
ประวัติและการศึกษา
ความสนใจในด้านโบราณคดีของสเตฟานีเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน โดยเธอได้ทำงานเป็นอาสาสมัครในการขุดค้นทางโบราณคดีในหลายพื้นที่ของอังกฤษ ต่อมาในปี 1962 เธอได้รับคำเชิญจากเดวิด โอตส์ ให้เข้าร่วมการขุดค้นที่เมืองนิมรุด (Nimrud) ทางตอนเหนือของอิรัก ซึ่งเธอได้รับหน้าที่ในการทำความสะอาดและอนุรักษ์วัตถุโบราณที่ทำจากงาช้าง
ระหว่างปี 1962 ถึง 1966 เธอศึกษาด้านอัสซีเรียวิทยาที่ Newnham College มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก School of Oriental and African Studies (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน
ประสบการณ์การทำงานและวิชาการ
ดัลลีย์เคยทำงานเป็นนักจารึกและผู้บันทึกในการขุดค้นที่ Tell al-Rimah และได้ตีพิมพ์หนังสือ Mari and Karana, two Old Babylonian Cities ซึ่งอ้างอิงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอ ต่อมาเธอได้เป็นอาจารย์สอนภาษาอัคคาเดียน (Akkadian) และภาษาสูเมเรียน (Sumerian) ที่สถาบันตะวันออก (Oriental Institute) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ตั้งแต่ปี 1979 ถึง 2007 และได้รับแต่งตั้งเป็น Shillito Fellow ในปี 1988
ผลงานที่สำคัญในด้านอัสซีเรียวิทยา
การแปลตำนานเมโสโปเตเมีย
ดัลลีย์ได้แปลตำนานหลักของบาบิโลนหลายเรื่อง เช่น Atrahasis, Anzu, The Descent of Ishtar, Gilgamesh, The Epic of Creation, Erra และ Ishum ซึ่งการรวบรวมผลงานเหล่านี้ไว้ในเล่มเดียวช่วยให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจในตำนานวิทยาโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงคลังข้อมูลของบาบิโลนได้ง่ายขึ้น และกลายเป็นตำราที่ใช้ในการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างแพร่หลาย
ปริศนาเจ้าหญิงนิมรุด
ในปี 1989 กรมโบราณคดีของอิรักได้ขุดค้นหลุมศพในพระราชวังโบราณแห่งนิมรุด และพบโครงกระดูกของสตรีสองท่านพร้อมกับเครื่องประดับทองคำจำนวนมากที่มีจารึกระบุชื่อ ดัลลีย์ได้วิเคราะห์ว่าชื่อ Ataliya และ Yaba มีต้นกำเนิดมาจากภาษาฮีบรู ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่าสตรีทั้งสองน่าจะเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรยูดาห์ (Judean princesses) ที่ถูกส่งมาแต่งงานทางการทูตกับกษัตริย์อัสซีเรีย ซึ่งช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างยูดาห์และอัสซีเรียในยุคนั้นได้ชัดเจนขึ้น
อิทธิพลต่อวัฒนธรรมรุ่นหลัง
ดัลลีย์ได้เขียนบทความวิชาการหลายชิ้นที่ติดตามร่องรอยอิทธิพลของวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม, มหากาพย์กรีกยุคแรก และนิทานอาหรับราตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาการส่งต่อเรื่องราวของกิลกาเมช (Gilgamesh) ที่ปรากฏในนิทานเรื่อง Buluqiya ในอาหรับราตรี
การค้นพบความจริงเกี่ยวกับสวนลอยแห่งบาบิโลน

สวนลอยแห่งบาบิโลนเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่กลับไม่เคยถูกค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เมืองบาบิโลนเลย ดัลลีย์ใช้เวลาศึกษาตัวบทอักษรลิ่มเป็นเวลา 18 ปี จนพบว่ามีการแปลความหมายผิดพลาดในจารึกศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล
เธอพบว่าพระเจ้าเซนนาเชริบแห่งไนน์เวห์ทรงบรรยายถึงพระราชวังและสวนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ซึ่งพระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์สำหรับผู้คนทั้งปวง" นอกจากนี้ เธอยังพบหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำแบบเกลียว (Water screw) ที่มีมาก่อนอาร์คิมิดีส และระบบท่อส่งน้ำ (Aqueducts) ที่นำน้ำจากภูเขาที่ห่างออกไปถึง 80 กิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับภาพสลักนูนต่ำจากไนน์เวห์ที่ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติช ซึ่งแสดงภาพพระราชวังและต้นไม้ที่ปลูกบนระเบียงชั้นๆ
ข้อสรุปเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือของเธอที่ชื่อว่า The Mystery of the Hanging Garden of Babylon: An Elusive World Wonder Traced ตีพิมพ์ในปี 2013
คำถามที่พบบ่อย
สเตฟานี ดัลลีย์ มีผลงานที่โดดเด่นที่สุดคืออะไร?
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือการวิจัยและพิสูจน์ว่าสวนลอยแห่งบาบิโลนอาจไม่ได้ตั้งอยู่ที่เมืองบาบิโลน แต่ตั้งอยู่ที่เมืองไนน์เวห์ โดยใช้หลักฐานจากจารึกอักษรลิ่มและระบบชลประทานโบราณ
สเตฟานี ดัลลีย์ ศึกษาด้านใดเป็นพิเศษ?
เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัสซีเรียวิทยา (Assyriology) ซึ่งครอบคลุมถึงการศึกษาภาษาอัคคาเดียน ภาษาสูเมเรียน และการตีความจารึกอักษรลิ่มจากเมโสโปเตเมีย
การค้นพบเกี่ยวกับเจ้าหญิงนิมรุดของเธอมีความสำคัญอย่างไร?
การค้นพบนี้ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมืองระหว่างอาณาจักรยูดาห์และอัสซีเรียในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ผ่านการหลักฐานการแต่งงานทางการทูต
