วิกฤตการระงับชำระหนี้ของคลังอังกฤษ ค.ศ. 1672
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการปฏิเสธชำระหนี้ของรัฐบาลอังกฤษในปี ค.ศ. 1672 ภายใต้รัชสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2
- สาเหตุหลักเกิดจากการขาดแคลนงบประมาณเพื่อใช้ในสงครามแองโกล-ดัตช์ครั้งที่ 3
- ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มนายธนาคารช่างทอง (Goldsmith Bankers) ในลอนดอน
- นำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานในคดี The Goldsmith Bankers case
วิกฤตการระงับชำระหนี้ของคลังอังกฤษ (อังกฤษ: Stop of the Exchequer) หรือที่รู้จักในชื่อ The Great Stop of the Exchequer คือเหตุการณ์ที่รัฐบาลอังกฤษในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 (Charles II) ประกาศปฏิเสธการชำระหนี้ของรัฐในปี ค.ศ. 1672 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินและกลุ่มนายธนาคารในลอนดอน

สาเหตุของการระงับชำระหนี้
ในช่วงทศวรรษ 1660 การใช้จ่ายของรัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 สูงเกินกว่ารายได้จากภาษีและงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลนี้ หน่วยงานของรัฐจึงใช้วิธีขายตราสารหนี้ให้กับกลุ่มนายธนาคารช่างทอง (Goldsmith Bankers) ในลอนดอน โดยใช้รายได้ของรัฐในอีกสองปีข้างหน้าเป็นหลักประกัน
การลงทุนนี้ดึงดูดใจนายธนาคารเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาสามารถซื้อหนี้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหน้าตราสาร (Discount) และสร้างผลตอบแทนรายปีได้ถึง 8-10% ในขณะที่กฎหมายในขณะนั้นจำกัดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 6% นอกจากนี้ ตราสารหนี้เหล่านี้ยังสามารถโอนสิทธิ์ได้ ทำให้มีความคล่องตัวสูงในการซื้อขายระหว่างนายธนาคารและนักลงทุนเอกชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลนำรายได้ในอนาคตมาจำนำเป็นหลักประกันมากขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ในการบริหารจัดการการเงินของรัฐก็ลดน้อยลง จนกระทั่งถึงจุดวิกฤต
การประกาศระงับชำระหนี้และผลกระทบฉับพลัน
ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1672 รัฐบาลได้ประกาศระงับการชำระเงินตามใบสั่งจ่าย หลักประกัน หรือคำสั่งใดๆ ที่ถึงกำหนดชำระ โดยมีข้อยกเว้นเพียงบางส่วน เช่น การชำระเงินตามพระราชบัญญัติของรัฐสภาและค่าเช่าที่ดินบางประเภทเท่านั้น
เดิมทีการระงับชำระหนี้มีกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1672) โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงตั้งใจจะจ่ายเพียงดอกเบี้ยในอัตรา 6% ให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ
ปัจจัยกระตุ้นทางการทหาร
ข้อมูลจากจดหมายของ ริชาร์ด แลงฮอร์น (Richard Langhorne) ระบุว่าสาเหตุเร่งด่วนที่ทำให้เกิดการระงับชำระหนี้คือความต้องการงบประมาณในการเตรียมกองเรือ 82 ลำ เพื่อโจมตีสาธารณรัฐดัตช์ใน สงครามแองโกล-ดัตช์ครั้งที่ 3 (Third Anglo-Dutch War) เมื่อนายธนาคารในถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) ปฏิเสธที่จะให้เงินกู้เพิ่มเติมแก่กษัตริย์ สภาที่ปรึกษาจึงตัดสินใจตัดงบประมาณส่วนที่จะใช้ชำระคืนเงินต้นของตราสารหนี้ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างกองทัพเรือแทน
เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อตลาดการเงินในลอนดอน โดยมีการประเมินว่าภาระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 1,211,065 ปอนด์ ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับรายได้ปกติทั้งหมดของกษัตริย์ในปี 1671–1672
การขยายเวลาและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
แม้จะตั้งเป้าไว้เพียงหนึ่งปี แต่เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ไม่ได้รับความสนับสนุนจากรัฐสภาในการขอเงินกู้ใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม การระงับชำระหนี้จึงถูกขยายออกไปจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1674 และในที่สุดกลายเป็นการระงับชำระหนี้แบบไม่มีกำหนด เนื่องจากรายได้ที่เคยเป็นหลักประกันได้ถูกใช้จ่ายไปหมดแล้ว
ต่อมาในสมัยของ โทมัส ออสบอร์น เอิร์ลแห่งแดนบี (Thomas Osborne, Earl of Danby) ลอร์ดเทรเชอเรอร์คนใหม่ ได้เริ่มมีการชำระดอกเบี้ย 6% ที่ค้างชำระมา 3 ปี ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1675 แต่การชำระเงินก็เริ่มไม่สม่ำเสมออีกครั้งในช่วงปี 1680 และลดลงอย่างมากในรัชสมัยของพระเจ้าเจมส์ที่ 2
การต่อสู้ทางกฎหมายและการชำระคืนขั้นสุดท้าย
กลุ่มเจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องในคดี The Goldsmith Bankers case ซึ่งเป็นคดีความที่ยาวนานและซับซ้อน โดยมีการถกเถียงถึงขอบเขตอำนาจของศาลในการบังคับให้กษัตริย์ชำระหนี้ ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1701 รัฐสภาได้ออกพระราชบัญญัติการจัดสรรรายได้ (Appropriation of Revenue Act 1700) เพื่อยุติปัญหา โดยกำหนดให้จ่ายดอกเบี้ยรายปีในอัตรา 3% แทนการชำระคืนเงินต้นทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
Stop of the Exchequer คืออะไร?
คือเหตุการณ์ที่รัฐบาลอังกฤษในปี ค.ศ. 1672 ประกาศระงับการชำระคืนเงินต้นของหนี้สาธารณะที่ถึงกำหนดชำระ เพื่อนำเงินไปใช้ในกองทัพเรือสำหรับสงครามกับดัตช์
ทำไมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ถึงระงับการชำระหนี้?
เนื่องจากสถานะทางการเงินของรัฐย่ำแย่ และต้องการเงินทุนเร่งด่วนในการเตรียมกองเรือ 82 ลำเพื่อโจมตีสาธารณรัฐดัตช์ แต่ไม่ได้รับเงินกู้เพิ่มเติมจากนายธนาคาร
ใครได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้?
กลุ่มนายธนาคารช่างทองในลอนดอน ซึ่งเป็นผู้ถือตราสารหนี้ของรัฐจำนวนมากและใช้รายได้ในอนาคตของรัฐเป็นหลักประกัน
เหตุการณ์นี้จบลงอย่างไร?
หลังจากมีการฟ้องร้องทางกฎหมายยาวนานหลายทศวรรษ รัฐสภาได้ออกกฎหมายในปี ค.ศ. 1701 เพื่อกำหนดการชำระดอกเบี้ยรายปีในอัตรา 3% เพื่อเป็นการชดเชยแทนการชำระคืนเงินต้นทั้งหมดในคราวเดียว

