ธรณีวิทยาโครงสร้าง การศึกษาการเสียรูปของหินและเปลือกโลก
สรุปใจความสำคัญ
- ธรณีวิทยาโครงสร้างเน้นการศึกษาการเสียรูปของหินเพื่อทำความเข้าใจความเค้น (Stress) และความเครียด (Strain) ที่กระทำต่อเปลือกโลก
- โครงสร้างทางธรณีวิทยา เช่น รอยเลื่อนและรอยคดโค้งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดตำแหน่งของแหล่งสะสมปิโตรเลียมและแร่ธาตุ
- การวัดค่า Strike และ Dip เป็นมาตรฐานสากลในการระบุตำแหน่งและทิศทางของชั้นหินในพื้นที่สามมิติ
ธรณีวิทยาโครงสร้างคือการศึกษาการกระจายตัวแบบสามมิติของหน่วยหินที่มีความสัมพันธ์กับประวัติการเสียรูปของหินเหล่านั้น โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้การวัดค่าทางเรขาคณิตของหินในปัจจุบันเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการเสียรูป (Strain) และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสนามความเค้น (Stress Field) ที่ทำให้เกิดการเสียรูปดังกล่าว

ความสำคัญและการประยุกต์ใช้
การศึกษาโครงสร้างทางธรณีวิทยามีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ดังนี้:
- ธรณีวิทยาเศรษฐกิจ: รอยคดโค้งและรอยเลื่อนของชั้นหินมักเป็นกับดักที่สะสมของไหล เช่น ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางโครงสร้างยังเป็นโซนที่ของไหลไฮโดรเทอร์มอลสามารถไหลผ่านได้ ซึ่งนำไปสู่การเกิดแหล่งแร่โลหะมีค่าและแร่พื้นฐาน เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง และสังกะสี
- วิศวกรรมธรณี: ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของหิน เช่น รอยเลื่อน รอยคดโค้ง และรอยแยก (Joints) เป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความมั่นคงของสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรม เช่น เขื่อน ทางตัดถนน เหมืองเปิด และอุโมงค์
- การจัดการความเสี่ยงทางธรณีเทคนิค: การประเมินความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและการพังทลายของดินหรือหิน (Landslide) จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์โครงสร้างทางธรณีวิทยาควบคู่กับธรณีสัณฐานวิทยา
- ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและอุทกธรณีวิทยา: ใช้เพื่อทำความเข้าใจว่าโครงสร้างทางธรณีวิทยาส่งผลต่อการไหลและการซึมผ่านของน้ำใต้ดินอย่างไร ซึ่งสำคัญต่อการติดตามการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำหรือการรุกรานของน้ำเค็มในชั้นน้ำบาดาล
ทฤษฎีแผ่นเปลือกโลก (Plate Tectonics)
ทฤษฎีแผ่นเปลือกโลกที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นเสมือนธรณีวิทยาโครงสร้างในระดับโลก ซึ่งใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาในระดับโลก ภูมิภาค และท้องถิ่น
วิธีการศึกษา
นักธรณีวิทยาโครงสร้างใช้วิธีการต่างๆ เพื่อวัดเรขาคณิตของหิน และสร้างภาพจำลองประวัติการเสียรูป รวมถึงประมาณค่าสนามความเค้นที่ทำให้เกิดการเสียรูปนั้น
การวัดค่าทางเรขาคณิต
ข้อมูลพื้นฐานที่เก็บรวบรวมในภาคสนามประกอบด้วยลักษณะทางระนาบ (Planar features) และลักษณะทางเส้น (Linear features) ดังนี้:
- ลักษณะทางระนาบ: เช่น ระนาบชั้นหิน (Bedding planes), ระนาบการเรียงตัว (Foliation planes), ระนาบแกนรอยคดโค้ง (Fold axial planes) และระนาบรอยเลื่อน (Fault planes)
- ลักษณะทางเส้น: เช่น เส้นการยืดตัว (Stretching lineations), แกนรอยคดโค้ง (Fold axes) และเส้นตัดกันของระนาบ (Intersection lineations)
ข้อกำหนดในการวัดค่า
ความเอียงของโครงสร้างระนาบในทางธรณีวิทยาจะถูกวัดด้วย Strike (แนวระดับ) และ Dip (มุมเท):
- Strike: เส้นตัดกันระหว่างระนาบโครงสร้างและระนาบแนวนอน
- Dip: ขนาดของความเอียงจากแนวระดับ โดยวัดในทิศทางที่ตั้งฉากกับแนวระดับ
- Dip Direction: ทิศทางการเทของระนาบ ซึ่งวัดเป็นองศาจากทิศเหนือ (0-360 องศา)
คำถามที่พบบ่อย
ธรณีวิทยาโครงสร้างแตกต่างจากธรณีวิทยาทั่วไปอย่างไร?
ธรณีวิทยาโครงสร้างเน้นไปที่การวิเคราะห์เรขาคณิตและการเสียรูปของหิน (เช่น รอยเลื่อนและรอยคดโค้ง) เพื่อย้อนกลับไปหาเหตุผลทางฟิสิกส์ (ความเค้น) ที่ทำให้เกิดการเสียรูปนั้น ในขณะที่ธรณีวิทยาทั่วไปอาจครอบคลุมถึงองค์ประกอบทางเคมี อายุของหิน และซากดึกดำบรรพ์
ทำไมรอยเลื่อนถึงสำคัญต่อการทำเหมืองแร่?
เพราะรอยเลื่อนและรอยแยกมักเป็นช่องทางให้ของไหลที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ไหลผ่านและตกผลึกเป็นสายแร่ (Veins) ทำให้เกิดการสะสมของโลหะมีค่า เช่น ทองคำ หรือทองแดง ในบริเวณที่มีความซับซ้อนทางโครงสร้าง
Strike และ Dip คืออะไร?
Strike คือแนวเส้นที่เกิดจากการตัดกันของระนาบชั้นหินกับระนาบแนวนอน ส่วน Dip คือมุมที่ชั้นหินนั้นเอียงเทลงมาจากแนวระดับ