← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การเข้าใช้พื้นที่สาธารณะชั่วคราว

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นการใช้งานพื้นที่สาธารณะในลักษณะที่ต่างจากวัตถุประสงค์การออกแบบดั้งเดิม
  • ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางวัฒนธรรมและลักษณะทางกายภาพของสิ่งก่อสร้าง
  • แบ่งกิจกรรมหลักเป็น 3 ด้าน: นันทนาการ/วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ
  • เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการทำให้พื้นที่เป็นมนุษย์ (Humanisation of space) และความผูกพันระหว่างคนกับสถานที่ (Topophilia)

การเข้าใช้พื้นที่สาธารณะชั่วคราว (Temporary Appropriation) คือการที่บุคคลหรือกลุ่มคนดำเนินกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะในลักษณะที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่พื้นที่นั้นถูกออกแบบมา เพื่อตอบสนองความต้องการหรือกิจกรรมเฉพาะหน้าในขณะนั้น

แนวคิดและกลไกการเกิด

ตามทัศนะของ Lara-Hernandez และ Melis กระบวนการนี้มีความเคลื่อนไหว (Dynamism) ซึ่งคล้ายคลึงกับสิ่งที่ Graumann เรียกว่า การทำให้พื้นที่เป็นมนุษย์ (Humanisation of the space) ซึ่งหมายถึงการที่ปัจเจกบุคคลนำความหมายทางสังคมที่ฝังรากลึกมาปรับใช้กับพื้นที่ทางกายภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการเข้าใช้พื้นที่ชั่วคราวแบ่งออกเป็น 2 ประการหลัก ได้แก่:

  • ปัจจัยทางวัฒนธรรม (Cultural Factor): หรือที่เรียกว่า สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาสังเคราะห์ (Synthetic psychological environment) ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ ค่านิยม ทัศนคติ ทักษะ ความรู้ และโครงสร้างทางสังคมที่กำหนดวิถีชีวิตของสังคมนั้นๆ
  • การออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Built Environment): โครงสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวก และลักษณะทางกายภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่

ในทางสถาปัตยกรรม ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของ การปรับเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานทางสถาปัตยกรรม (Architectural Exaptation) ในสภาพแวดล้อมเมือง

ประเภทของกิจกรรมการเข้าใช้พื้นที่

กิจกรรมที่สะท้อนถึงการเข้าใช้พื้นที่สาธารณะชั่วคราวสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

  1. กิจกรรมนันทนาการและวัฒนธรรม: เช่น การเล่นกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจ และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ไม่ใช่สนามกีฬาหรือหอศิลป์
  2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจ: เช่น การค้าขายชั่วคราว การให้บริการต่างๆ หรือการทำงานในพื้นที่สาธารณะ
  3. กิจกรรมทางจิตวิญญาณ: เช่น การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการสักการะบูชาในพื้นที่ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

คำอธิบายทางทฤษฎี

คำว่า Appropriation (การเข้าถือครองหรือการปรับใช้พื้นที่) ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Korosec-Serfaty ในปี 1976 ในบริบทของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม โดยอธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

นักทฤษฎีหลายท่าน เช่น Purcell, Pol และ Yory ซึ่งศึกษาเรื่อง Topophilia (ความผูกพันระหว่างคนกับสถานที่) มองว่าการปรับใช้พื้นที่เป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่แสดงออกผ่านกิจกรรมในภูมิทัศน์เมือง โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงกว่าพื้นที่ส่วนบุคคล

นอกจากนี้ Dr. Lara-Hernandez ได้ให้มุมมองว่าการเข้าใช้พื้นที่ชั่วคราวเป็นผลมาจากความจำเป็นในการปรับตัวของมนุษย์ เมื่อเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิดจนทำให้ประชากรขาดจุดอ้างอิงเดิม ซึ่งนำไปสู่การสร้างพื้นที่ใช้งานใหม่ด้วยตนเอง และยังมีข้อสันนิษฐานว่าปรากฏการณ์นี้มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง ความยืดหยุ่นของเมือง (Urban Resilience) ให้สามารถรับมือกับวิกฤตหรือการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

การเข้าใช้พื้นที่สาธารณะชั่วคราวแตกต่างจากการบุกรุกพื้นที่อย่างไร?

การเข้าใช้พื้นที่ชั่วคราวเน้นไปที่ 'กิจกรรม' ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเพื่อตอบสนองความต้องการในขณะนั้น โดยมักเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ถูกออกแบบไว้ในผังเมือง แต่ไม่ใช่การเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ในพื้นที่อย่างถาวร

ปัจจัยใดที่ทำให้คนเลือกใช้พื้นที่สาธารณะในทางที่ไม่ได้ออกแบบไว้?

เกิดจากสองปัจจัยหลักคือ ปัจจัยทางวัฒนธรรม (ค่านิยมและวิถีชีวิตของสังคม) และปัจจัยทางกายภาพ (ลักษณะของพื้นที่ที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้)

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลดีต่อเมืองอย่างไร?

ช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น (Urban Resilience) มากขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับตัวของมนุษย์เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ตัวอย่างของการเข้าใช้พื้นที่ชั่วคราวในชีวิตประจำวันคืออะไร?

เช่น การใช้บันไดเลื่อนหรือลานกว้างในสถานีรถไฟเป็นที่นั่งพักผ่อนชั่วคราว หรือการใช้ทางเท้าเป็นพื้นที่ตลาดนัดชั่วคราวในบางช่วงเวลา