พระราชวังหลวงวรอตสวัฟ ประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์เมือง
สรุปใจความสำคัญ
- เดิมเป็นที่ประทับของราชวงศ์ปรัสเซีย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองวรอตสวัฟ
- เป็นสถานที่ประกาศใช้เหรียญกางเขนเหล็ก (Iron Cross) โดยพระเจ้าเฟรเดอริก วิลเลียมที่ 3 ในปี 1813
- สถาปัตยกรรมมีการผสมผสานหลายสไตล์ ตั้งแต่บารอก โรโกโก คลาสสิก ไปจนถึงเรเนซองส์แบบฟลอเรนไทน์
พระราชวังหลวงวรอตสวัฟ (ภาษาโปแลนด์: Pałac Królewski; ภาษาเยอรมัน: Stadtschloss) เป็นพระราชวังที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองวรอตสวัฟ ประเทศโปแลนด์ เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ปรัสเซีย แต่ในปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองแห่งนี้

ประวัติความเป็นมา
พระราชวังแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นพระราชวังแบบบารอกของ Heinrich Gottfried von Spätgen อัครมหาเสนาบดีของบิชอป Francis Louis of Neuburg โดยสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1717 ในสไตล์เวียนนา ต่อมาในปี ค.ศ. 1750 หลังจากที่ปรัสเซียเข้าควบคุมไซลีเซียจากออสเตรียในสงครามไซลีเซียครั้งที่หนึ่ง พระราชวังแห่งนี้จึงถูกซื้อโดยพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช (Frederick the Great) และดัดแปลงให้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์
ระหว่างปี ค.ศ. 1751 ถึง 1753 พระราชวังได้รับการขยายเพิ่มเติมในสไตล์บารอก พร้อมการตกแต่งภายในแบบโรโกโก ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกหลวง Johann Boumann โดยมีการเพิ่มปีกอาคารแนวขวาง ห้องโถงเฉลิมฉลอง ห้องโถงพระที่นั่ง และห้องบรรทมส่วนพระองค์ของพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช
การปรับปรุงในยุคต่อมา
หลังจากพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1786 พระเจ้าเฟรเดอริก วิลเลียมที่ 2 แห่งปรัสเซีย ผู้เป็นหลานชาย ได้ทรงดำเนินการปรับปรุงพระราชวังตามการออกแบบของ Karl Gotthard Langhans ในช่วงปี ค.ศ. 1795 ถึง 1796 โดยเปลี่ยนเป็นสไตล์คลาสสิก ซึ่งมีการเพิ่มปีกอาคารรอบลานทางทิศเหนือ บันไดใหม่ และห้องใช้สอยต่างๆ
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1813 ระหว่างสงครามพันธมิตรครั้งที่หกกับนโปเลียน พระเจ้าเฟรเดอริก วิลเลียมที่ 3 แห่งปรัสเซีย ได้ทรงประกาศแถลงการณ์ที่มีชื่อเสียงสองฉบับคือ "ถึงประชาชนของข้าพเจ้า" (To My People) และ "ถึงผู้บัญชาการทหารของข้าพเจ้า" (To My Military Commanders) นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1813 ณ ห้องนั่งเล่นสีเหลืองของพระราชวัง พระองค์ได้ทรงประกาศให้เหรียญกางเขนเหล็ก (Iron Cross) เป็นเหรียญตราสำหรับสงคราม
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 สถาปนิก Friedrich August Stüler ได้เพิ่มปีกอาคารทางทิศใต้ (ค.ศ. 1844–1846) และปีกอาคารลานบ้านพร้อมประตูและราวระเบียง (ค.ศ. 1858) โดยใช้สไตล์เรเนซองส์แบบฟลอเรนไทน์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1918 พระราชวังถูกมอบให้แก่เมืองเบรสลาว (Breslau) และในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1926 พิพิธภัณฑ์พระราชวัง (Schlossmuseum) ได้เปิดให้บริการ โดยจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช การจำลองห้องภายในดั้งเดิม และคอลเลกชันศิลปะแห่งไซลีเซีย
ช่วงปี ค.ศ. 1945 ถึงปัจจุบัน
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 พระราชวังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการล้อมเมืองในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามสิ้นสุดลง เมืองเบรสลาวถูกโอนจากเยอรมนีมายังโปแลนด์และเปลี่ยนชื่อเป็นวรอตสวัฟ
ในช่วงทศวรรษ 1960 พระราชวังบางส่วนถูกรื้อถอน ในขณะที่ปีกอาคารที่เหลือถูกปรับใช้เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดี (จนถึงปี ค.ศ. 1999) และพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา (จนถึงปี ค.ศ. 2004) จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2008 การบูรณะครั้งใหญ่ได้เสร็จสิ้นลง และมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่นำเสนอประวัติศาสตร์ 1,000 ปีของเมืองวรอตสวัฟ
คำถามที่พบบ่อย
พระราชวังหลวงวรอตสวัฟตั้งอยู่ที่ไหน?
ตั้งอยู่ในเมืองวรอตสวัฟ ประเทศโปแลนด์
ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ใช้ทำอะไร?
ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ 1,000 ปีของเมืองวรอตสวัฟ
ใครเป็นผู้ซื้อพระราชวังแห่งนี้เพื่อใช้เป็นที่ประทับในศตวรรษที่ 18?
พระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช (Frederick the Great) แห่งปรัสเซีย ทรงซื้อพระราชวังแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1750

