ประวัติศาสตร์และแนวโน้มการก่อการร้ายในยุโรป
สรุปใจความสำคัญ
- การก่อการร้ายในยุโรปมีรากฐานมาจากทั้งการแบ่งแยกดินแดน อุดมการณ์ทางการเมือง และลัทธิสุดโต่งทางศาสนา
- จำนวนผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายลดลงในช่วงปี 1990-2015 แต่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2011 จากกลุ่มขวาจัดและกลุ่มจีฮัด
- Europol เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามและรายงานแนวโน้มการก่อการร้ายในสหภาพยุโรป
การก่อการร้ายในยุโรปมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและซับซ้อน โดยมักมีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ชาตินิยม และการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง เช่น อนาธิปไตย (Anarchism) ลัทธิสุดโต่งทางขวาและซ้าย รวมถึงลัทธิสุดโต่งทางศาสนาและอาชญากรรมที่จัดตั้งขึ้น

นิยามและความท้าทายในการระบุการก่อการร้าย
ในทางวิชาการมีการนิยามคำว่า "การก่อการร้าย" ไว้มากกว่าหนึ่งร้อยรูปแบบ เนื่องจากคำนี้มักถูกนำไปใช้ในบริบทของการโต้เถียงทางการเมือง นิยามอย่างง่ายคือ "การใช้กำลังต่อผู้บริสุทธิ์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง" อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนมองว่าการก่อการร้ายเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่ไม่มีคำจำกัดความที่ตายตัว
นอกจากนี้ ยังมีความทับซ้อนระหว่างการก่อการร้ายกับความขัดแย้งรูปแบบอื่น เช่น สงครามกลางเมือง หรือความขัดแย้งทางอาวุธที่มิใช่ระหว่างประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในยุโรป ได้แก่ สงครามประกาศอิสรภาพของไอร์แลนด์ (1919–21), การล่มสลายของยูโกสลาเวีย และสงครามเชเชน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการกระทำใดควรถูกจัดเป็นการก่อการร้ายหรือการต่อสู้เพื่อปลดปล่อย
วิวัฒนาการของการก่อการร้ายในยุโรป
ยุคเริ่มต้นและประวัติศาสตร์ตอนต้น
ในสมัยกลาง ประเทศทางทะเลในยุโรปเคยสนับสนุนโจรสลัดและการปล้นสะดมเพื่อโจมตีคู่แข่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับการก่อการร้ายในปัจจุบัน ส่วนในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว" (Reign of Terror) ระหว่างปี 1792-1794 ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มจาโกบิน (Jacobins) เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง

แนวโน้มในยุคสมัยใหม่
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การก่อการร้ายในยุโรปมักเชื่อมโยงกับลัทธิอนาธิปไตย ต่อมาตั้งแต่ปี 1951 เป็นต้นมา การก่อการร้ายในกลุ่มประชาคมยุโรปมักเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน เช่น กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ในสหราชอาณาจักร และกลุ่ม ETA ในสเปน
ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา พบว่ามีการโจมตีที่เชื่อมโยงกับกลุ่มสุดโต่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในฝรั่งเศส นอกจากนี้ การก่อการร้ายบางส่วนยังมีมิติทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีการแบ่งแยกดินแดนในเชเชน

สถิติและรูปแบบการโจมตี
ข้อมูลจาก Europol ระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายในยุโรปมีความผันผวน โดยในช่วงปี 1990 ถึง 2015 จำนวนผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อปีลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 1970 ถึง 1990 (จากเฉลี่ย 150 รายต่อปี เหลือไม่ถึง 50 รายต่อปี) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา จำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จากเหตุการณ์ที่ก่อโดยลัทธิสุดโต่งทางขวา เช่น Anders Breivik ในนอร์เวย์ และการโจมตีโดยกลุ่มอิสลามิสต์สุดโต่งในฝรั่งเศสช่วงปี 2015-2016


ประเภทของการก่อการร้ายตามการจัดกลุ่มของ Europol
- การก่อการร้ายแบบจีฮัด (Jihadist Terrorism): การโจมตีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลัทธิทางศาสนาสุดโต่ง
- การก่อการร้ายทางเชื้อชาติและชาตินิยม (Ethno-nationalist Terrorism): การใช้ความรุนแรงเพื่อเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนหรือสร้างรัฐอิสระ
- การก่อการร้ายทางขวาสุดโต่ง (Right-wing Terrorism): การโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังทางเชื้อชาติหรืออุดมการณ์ขวาจัด
- การก่อการร้ายทางซ้ายสุดโต่ง (Left-wing Terrorism): การโจมตีที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์หรืออนาธิปไตย
- การก่อการร้ายแบบเดี่ยว (Lone Wolf): การโจมตีโดยบุคคลที่ดำเนินการเพียงลำพังโดยไม่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากองค์กร
คำถามที่พบบ่อย
การก่อการร้ายในยุโรปส่วนใหญ่เกิดจากอะไร?
เกิดจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่ การเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน (เช่น IRA ในไอร์แลนด์ หรือ ETA ในสเปน), อุดมการณ์ทางการเมืองสุดโต่ง (ขวาจัดและซ้ายจัด), และลัทธิสุดโต่งทางศาสนา (จีฮัด)
แนวโน้มการก่อการร้ายในยุโรปเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?
ในช่วงปี 1970-1990 มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 150 รายต่อปี ต่อมาในช่วง 1990-2015 จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเหลือเฉลี่ยไม่ถึง 50 รายต่อปี แต่ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา มีการโจมตีที่สร้างความสูญเสียสูงเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสุดโต่งทางขวาและกลุ่มอิสลามิสต์
Europol จัดประเภทการก่อการร้ายอย่างไร?
Europol แบ่งการก่อการร้ายออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ การก่อการร้ายแบบจีฮัด, การก่อการร้ายทางเชื้อชาติและชาตินิยม, การก่อการร้ายทางขวาจัด, การก่อการร้ายทางซ้ายจัด และการก่อการร้ายแบบเดี่ยว (Lone Wolf)