← กลับไปยังบทความทั้งหมด

The Oscar (1966) ภาพยนตร์ดราม่าเสียดสีวงการฮอลลีวูด

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นภาพยนตร์ดราม่าปี 1966 ที่เสียดสีความทะเยอทะยานและการทุจริตเพื่อรางวัลในฮอลลีวูด
  • มีจุดเด่นคือการใช้นักแสดงและทีมงานที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ตัวจริงมาร่วมแสดงและทำงาน
  • นำแสดงโดย Stephen Boyd และกำกับโดย Russell Rouse
  • ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบจากนักวิจารณ์กระแสหลัก โดยถูกมองว่ามีความเกินจริง (campy)

The Oscar เป็นภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติอเมริกันที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1966 กำกับโดย รัสเซลล์ รูส (Russell Rouse) โดยมีเนื้อหาหลักที่มุ่งเน้นไปที่การตีแผ่ความทะเยอทะยาน ความเห็นแก่ตัว และด้านมืดของชื่อเสียงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด

จุดเด่นด้านนักแสดงและทีมงาน

ความน่าสนใจประการหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการรวบรวมบุคคลในวงการบันเทิงที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ตัวจริงมาไว้ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงอย่าง เออร์เนสต์ บอร์กไนน์ (Ernest Borgnine) และ บรอดริก ครอว์ฟอร์ด (Broderick Crawford) ผู้ชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รวมถึง เอ็ด เบกลีย์ (Ed Begley), วอลเตอร์ เบรนนัน (Walter Brennan), แฟรงก์ สินาตรา (Frank Sinatra) และ เจมส์ ดันน์ (James Dunn) ผู้ชนะรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ยังมี โจเซฟ รัตเทนเบิร์ก (Joseph Ruttenberg) ผู้กำกับภาพที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ และ บ็อบ โฮป (Bob Hope) ซึ่งรับบทเป็นตัวเขาเองในฐานะพิธีกรงานประกาศรางวัล ซึ่งในชีวิตจริงโฮปเป็นพิธีกรหลักของงานออสการ์มานานหลายทศวรรษและได้รับรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์ถึง 5 รางวัล

โครงเรื่อง

เรื่องราวเล่าถึง แฟรงกี้ เฟน (Frankie Fane) นักแสดงหนุ่มผู้ทะเยอทะยานและไร้ศีลธรรม ในขณะที่เขากำลังรอฟังผลการประกาศรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เพื่อนของเขา ไฮมี่ เคลลี่ (Hymie Kelly) ได้หวนนึกถึงเส้นทางชีวิตของแฟรงกี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงคนโฆษณาให้แฟนสาวที่เป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้า จนกระทั่งย้ายไปนิวยอร์กและก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูดผ่านการแนะนำของแมวมองและเอเย่นต์

ตลอดเส้นทางสู่ความสำเร็จ แฟรงกี้ใช้ผู้คนรอบข้างเป็นบันได โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดของผู้อื่น เขาแต่งงานกับ เคย์ เบิร์กดาห์ล (Kay Bergdahl) แต่กลับปฏิบัติต่อเธออย่างเลวร้าย เมื่อชื่อเสียงของเขาเริ่มตกต่ำจนกลายเป็น "พิษต่อรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ" (box office poison) เขากลับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นโอกาสสุดท้ายในการกอบกู้ชื่อเสียง

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะชนะรางวัล แฟรงกี้ได้จ้างนักสืบเอกชนที่ทุจริตเพื่อปล่อยข้อมูลบิดเบือนให้ผู้ลงคะแนนรู้สึกสงสารและสนับสนุนเขา โดยไม่สนใจว่าการกระทำนี้จะทำลายชื่อเสียงของเพื่อนเก่าอย่างไฮมี่และลอเรล จนนำไปสู่การเปิดเผยความลับอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมในอดีต

บทสรุปของเรื่องเกิดขึ้นในงานประกาศรางวัล เมื่อผู้ประกาศรางวัลประกาศชื่อผู้ชนะว่า "แฟรงก์..." ซึ่งทำให้แฟรงกี้ดีใจจนเกือบจะลุกขึ้นจากที่นั่ง แต่คำเต็มคือ "แฟรงก์ สินาตรา" (Frank Sinatra) ทำให้แฟรงกี้ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เขาเคยหักหลัง

รายชื่อนักแสดงหลัก

นักแสดงบทบาท
Stephen BoydFrankie Fane
Elke SommerKay Bergdahl
Milton BerleKappy Kapstetter
Eleanor ParkerSophie Cantaro
Joseph CottenKenneth H. Regan
Jill St. JohnLaurel Scott
Tony BennettHymie Kelly
Ernest BorgnineBarney Yale

การตอบรับและคำวิจารณ์

แม้ว่าภาพยนตร์จะถูกนำเสนอในรูปแบบดราม่า แต่คำวิจารณ์ส่วนใหญ่กลับมองว่าบทภาพยนตร์และการแสดงมีความเกินจริงจนดูเหมือนเป็นภาพยนตร์ตลกที่ไม่ได้ตั้งใจ (unintentional campy comedy) นักวิจารณ์จาก The New York Times วิจารณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความซ้ำซากจำเจ ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจจะเป็นการล้อเลียน (burlesque) เนื่องจากระดับของนักแสดงที่นำมาใช้

อย่างไรก็ตาม การแสดงของ มิลตัน เบอร์เล (Milton Berle) ในบทบาทดราม่าได้รับคำชมจากนักวิจารณ์บางกลุ่ม เนื่องจากเขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงตลกชื่อดัง

การเผยแพร่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกอากาศทางโทรทัศน์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1969 ทางช่อง ABC และต่อมาถูกนำมาจัดจำหน่ายในรูปแบบ DVD และ Blu-ray โดย Kino Lorber ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020

คำถามที่พบบ่อย

ภาพยนตร์เรื่อง The Oscar (1966) เกี่ยวกับอะไร?

เป็นเรื่องราวของนักแสดงชื่อ แฟรงกี้ เฟน ที่ทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งการทุจริตและหักหลังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลออสการ์ แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับความพ่ายแพ้ในตอนจบ

ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงมีความพิเศษในด้านนักแสดง?

เพราะมีการรวบรวมนักแสดงและทีมงานที่เคยชนะรางวัลออสการ์ตัวจริงในสาขาต่างๆ มาร่วมแสดงและทำงานในเรื่องนี้จำนวนมาก

ผลตอบรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างไร?

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ชื่นชอบ โดยมองว่าบทภาพยนตร์เต็มไปด้วยความซ้ำซาก และการแสดงมีความเกินจริงจนดูเหมือนภาพยนตร์ตลกมากกว่าดราม่า