โศกนาฏกรรมของปอมเปย์ผู้ยิ่งใหญ่ บทละครโดย จอห์น เมซีฟีลด์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นบทละครประวัติศาสตร์ที่เขียนโดย จอห์น เมซีฟีลด์ เปิดแสดงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1910
- เนื้อหาเน้นช่วงปลายชีวิตของปอมเปย์ผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่สงครามกลางเมืองกับจูเลียส ซีซาร์ จนถึงการถูกสังหารในอียิปต์
- มีการผสมผสานปรัชญาสโตอิกและเพลงเรือแบบอังกฤษเข้ากับบริบทของโรมโบราณ
- บทกวีในเรื่องถูกนำไปแต่งเป็นเพลงโดยคีตกรหลายท่าน โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
The Tragedy of Pompey the Great เป็นบทละครที่เขียนโดย จอห์น เมซีฟีลด์ (John Masefield) โดยนำเสนอเรื่องราวช่วงปลายชีวิตของปอมเปย์ผู้ยิ่งใหญ่ (Pompey the Great) นายพลและนักการเมืองชาวโรมันผู้ทรงอิทธิพล เนื้อหาครอบคลุมช่วงเวลาระหว่าง 50 ถึง 48 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญตั้งแต่การตัดสินใจเข้าสู่สงครามกลางเมืองกับจูเลียส ซีซาร์ ไปจนถึงการถูกลอบสังหารในอียิปต์
บทละครเรื่องนี้เปิดแสดงครั้งแรกที่โรงละคร Aldwych เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1910 และได้รับการตีพิมพ์ในปีเดียวกันโดยสำนักพิมพ์ Sidgwick and Jackson ต่อมามีการตีพิมพ์ฉบับปรับปรุงในปี ค.ศ. 1914 นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1950 บทละครเรื่องนี้ยังถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์สำหรับรายการ BBC Sunday Night Theatre อีกด้วย
เรื่องย่อ
เหตุการณ์เริ่มต้นในปี 50 ปีก่อนคริสตกาล ปอมเปย์ในฐานะผู้นำพรรคขุนนางในกรุงโรม ถูกท้าทายโดยจูเลียส ซีซาร์ ผู้นำที่เป็นที่นิยมของมวลชนเพื่อแย่งชิงอำนาจสูงสุดในรัฐ ปอมเปย์เคยประกาศต่อวุฒิสภาว่าเขาสามารถเรียกกองทัพให้ลุกฮือขึ้นทั่วอิตาลีเพื่อต่อต้านซีซาร์ได้เพียงแค่การกระทืบเท้าครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อซีซาร์ผู้พิชิตกอลเคลื่อนทัพเข้าสู่แม่น้ำรูบิคอน ปอมเปย์กลับพบว่าเหล่าข้ารับใช้ของเขาถูกเยาะเย้ยโดยกลุ่มผู้ปลุกปั่นในท้องถนนที่ท้าให้เขาลองกระทืบเท้าดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อเมเทลลัส สคิปิโอ พ่อตาผู้เป็นขุนนางรายงานว่าเกิดการก่อจลาจลในหมู่ทหารท้องถิ่น ปอมเปย์ซึ่งเคยร่วมมือกับซุลลาเพื่อกอบกู้โรมจากสงครามกลางเมืองในอดีต จึงมีความลังเลที่จะทำให้เมืองกลับเข้าสู่ความโกลาหลอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจถอนทัพไปยังมาซิโดเนียโดยใช้กองเรือที่เขามีอำนาจสั่งการ เพื่อปล่อยให้ซีซาร์ต้องจัดการกับกองทัพที่เป็นศัตรูในสเปนก่อน
หนึ่งปีต่อมา ปอมเปย์ตั้งค่ายอยู่ที่เมืองดิรัคคิอุม (Dyrrachium) และรวบรวมกำลังเสริมได้สำเร็จ แม้ว่าฟลักคัส (Flaccus) จะถูกสังหารในการโจมตีซีซาร์ แต่กองทัพส่วนใหญ่ยังคงต้านทานได้และซีซาร์ได้เสนอขอสงบศึก ทว่าปอมเปย์ปฏิเสธข้อเสนอนั้นด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเขาได้ตัดสินใจที่จะสู้จนถึงที่สุด
ฉากต่อมาเคลื่อนย้ายไปยังเมืองฟาร์ซาลัส (Pharsalus) ในกรีซ ที่ซึ่งเหล่าแม่ทัพของปอมเปย์กดดันให้เขาเปิดศึกตัดสินกับซีซาร์เพื่อกำจัดศัตรูในโรม แทนที่จะใช้กลยุทธ์การรอคอยที่ปอมเปย์พึงพอใจ ปอมเปย์จำต้องสั่งโจมตีด้วยความไม่เต็มใจ โดยตระหนักว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อุดมการณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยของโรมได้สูญสิ้นไปแล้ว
ในองก์สุดท้าย ปอมเปย์กลายเป็นผู้ลี้ภัยและนำเรือมาจอดที่เมืองเพลูเซียม (Pelusium) ในอียิปต์ โดยหวังจะพึ่งพาพระเจ้าปโตเลมี (Ptolemy) กษัตริย์หนุ่มผู้เป็นพันธมิตรและมีทหารผ่านศึกชาวโรมันในกองทัพ เมื่อไม่เห็นสัญญาณการต้อนรับ กัปตันและลูกเรือเริ่มหวาดกลัว ปอมเปย์จึงตกลงที่จะลงเรือเล็กเพื่อขึ้นฝั่งตามคำเชิญ ซึ่งนำไปสู่การถูกลอบสังหารในที่สุด กัปตันเรือจึงสั่งตัดสายสมอและรีบเดินเรือจากไป พร้อมกับร้องเพลงที่สะท้อนถึงการยอมจำนนต่อโชคชะตาของมนุษย์
การตอบรับและคำวิจารณ์
เมซีฟีลด์ใช้เวลาค้นคว้าอย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์และบุคลิกภาพของบุคคลในสงครามกลางเมืองของซีซาร์และการล่มสลายของสาธารณรัฐโรมัน ขณะเดียวกัน บทละครยังสะท้อนถึงการเมืองและสภาพสังคมในยุคสมัยของผู้เขียนด้วย
คำวิจารณ์ที่มีต่อบทละครมีความหลากหลาย ดังนี้:
- วินด์แฮม ลูอิส (Wyndham Lewis): มองว่าผู้เขียนทำให้ปอมเปย์กลายเป็นวีรบุรุษในแบบทอลสตอยหรือวีรบุรุษแนวคริสต์ศาสนาใหม่
- นักวิจารณ์ชาวอเมริกัน: วิจารณ์ว่าร้อยแก้วในบทละครขาดความสง่างามแบบละติน และเป็นผลผลิตจากประสบการณ์ส่วนตัวของเมซีฟีลด์ โดยเฉพาะการจบเรื่องด้วยเพลงเรือ (chantey) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกวีชาวอังกฤษ
- นักวิจารณ์ท่านอื่น: มองว่าบทสนทนาที่ตั้งใจให้ดูเด็ดขาดและทรงพลัง กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ขาดจังหวะและไม่ต่อเนื่อง
- เอ็ดเวิร์ด โทมัส (Edward Thomas): ให้ความเห็นในเชิงบวก โดยเปรียบเปรยว่าบทละครนี้เป็นดั่งบทกวีและดนตรีที่มีท่วงทำนองที่ตราตรึงใจ
บทเพลงประกอบ
ในองก์ที่ 2 และ 3 ของบทละคร มีการใช้บทกวีบรรทัดยาวที่สะท้อนถึงปรัชญาสโตอิก (Stoicism) ซึ่งมองว่าความตายเป็นจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- "By a bier-side": บทเพลงที่แต่งโดย ไอวอร์ เกอร์นีย์ (Ivor Gurney) ในปี ค.ศ. 1916 โดยนำคำร้องจากบทเพลงของเหล่าทหารเซนจูเรียนในองก์ที่ 2 ที่ว่า "การตายอย่างสง่างามคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความสูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 1
- ผลงานของ Armstrong Gibbs: ในปี ค.ศ. 1924 ได้มีการนำคำร้องเดียวกันนี้มาแต่งเป็นเพลงสำหรับเสียงร้องและเปียโน
- "The chief centurion": ผลงานของ วิลเลียม จี. วิตเทเกอร์ (William G. Whittaker) ที่นำคำร้องจากองก์ที่ 2 และ 3 รวมถึงบทกวีปิดท้ายเรื่องที่เมซีฟีลด์เขียนไว้เพื่อใคร่ครวญถึงความสำคัญของมนุษย์มาเรียบเรียงเป็นบทเพลง
คำถามที่พบบ่อย
The Tragedy of Pompey the Great เกี่ยวกับอะไร?
เป็นบทละครที่เล่าเรื่องราวการล่มสลายของอำนาจของปอมเปย์ผู้ยิ่งใหญ่ นายพลโรมัน ผู้พ่ายแพ้ต่อจูเลียส ซีซาร์ ในสงครามกลางเมืองและถูกลอบสังหารในอียิปต์
บทละครเรื่องนี้เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อไหร่?
เปิดแสดงครั้งแรกที่โรงละคร Aldwych เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1910
ทำไมบทละครเรื่องนี้ถึงถูกวิจารณ์ว่าขาด 'ความเป็นละติน'?
เพราะผู้เขียน (จอห์น เมซีฟีลด์) นำองค์ประกอบแบบอังกฤษ เช่น เพลงเรือ (chantey) มาใช้ในตอนจบ ซึ่งนักวิจารณ์บางส่วนมองว่าไม่เข้ากับบรรยากาศของโรมโบราณ
บทละครเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไร?
บทกวีในเรื่องที่ว่าด้วยความตายอย่างมีเกียรติถูกนำไปแต่งเป็นเพลง 'By a bier-side' โดย ไอวอร์ เกอร์นีย์ ในปี 1916 เพื่อสะท้อนความสูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 1