← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Thirty-two bar form - รูปแบบเพลงแบบ 32 ห้องเพลง

สรุปใจความสำคัญ

  • รูปแบบ AABA ประกอบด้วย 4 ส่วน ส่วนละ 8 ห้องเพลง รวมเป็น 32 ห้องเพลง
  • ส่วน B (Bridge) ทำหน้าที่สร้างความแตกต่างทางทำนองและฮาร์โมนีจากส่วน A
  • เป็นโครงสร้างหลักของเพลงป๊อปอเมริกันและมาตรฐานแจ๊สในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20
  • คำว่า 'Chorus' ในบริบทของ 32-bar form หมายถึงโครงสร้างเพลงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ท่อนฮุค

รูปแบบเพลงแบบ 32 ห้องเพลง หรือที่รู้จักกันในชื่อ AABA song form, American popular song form หรือ ballad form เป็นโครงสร้างเพลงที่พบได้บ่อยในเพลงของ Tin Pan Alley และดนตรีป๊อปอเมริกัน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20

แผนผังโครงสร้างเพลงแบบ 32 ห้องเพลง
โครงสร้างพื้นฐานของรูปแบบเพลง AABA

โครงสร้างพื้นฐานของเพลง

โดยพื้นฐานแล้ว รูปแบบ AABA ประกอบด้วย 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนมีความยาว 8 ห้องเพลง รวมเป็น 32 ห้องเพลง ซึ่งแต่ละส่วนจะถูกกำหนดชื่อด้วยตัวอักษร "A" หรือ "B" ตามเนื้อหาทางทำนองและฮาร์โมนี

  • ส่วน A: ทั้งสามส่วนที่มีชื่อว่า A จะใช้ทำนองหลักที่เหมือนกัน (หรือมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย) โดยเนื้อเพลงท่อนฮุคหรือชื่อเพลงมักจะปรากฏในบรรทัดแรกหรือบรรทัดสุดท้ายของแต่ละส่วน A
  • ส่วน B: ทำหน้าที่สร้างความแตกต่างทางดนตรีและเนื้อหาจากส่วน A โดยมักจะใช้ฮาร์โมนีหรือ "ความรู้สึก" ที่แตกต่างออกไป เพื่อไม่ให้เพลงมีความซ้ำซากเกินไป ในทางทฤษฎีดนตรี ส่วน B นี้มักถูกเรียกว่า "middle eight" หรือ "bridge" (สะพานเชื่อม)

ตัวอย่างเพลงที่ใช้รูปแบบ AABA เช่น "Over the Rainbow", "I Got Rhythm", "What'll I Do", "Make You Feel My Love" และ "Blue Skies" ซึ่งเพลงโชว์ทูน (show tunes) หลายเพลงที่กลายเป็นมาตรฐานแจ๊ส (jazz standards) ก็ใช้รูปแบบนี้เช่นกัน

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

Sectional Verse (ท่อนนำ)

เพลง Tin Pan Alley บางเพลงที่แต่งขึ้นสำหรับละครเพลง มักจะมีส่วนที่เรียกว่า "sectional verse" หรือ "introductory verse" นำหน้าทำนองหลัก ส่วนนี้มักจะมีความยาว 16 ห้องเพลง และทำหน้าที่ปูพื้นหลังและสร้างอารมณ์ของเพลง โดยมีโครงสร้างดนตรีที่อิสระ มีจังหวะคล้ายการพูด และการบรรเลงแบบ rubato เพื่อเน้นความโดดเด่นของทำนองหลัก ซึ่งในปัจจุบันการแสดงส่วนนี้มักจะถูกตัดออก

Bridge (สะพานเชื่อม)

ในทฤษฎีดนตรี Bridge คือส่วน B ของรูปแบบ 32 ห้องเพลง ซึ่งมีทำนองที่แตกต่างจากส่วนที่เหลือของเพลงอย่างชัดเจน และมักจะเกิดขึ้นหลังจากส่วน A ที่สองในโครงสร้าง AABA และถูกเรียกว่า middle eight เนื่องจากอยู่กึ่งกลางเพลงและมีความยาว 8 ห้องเพลง

ความสับสนทางคำศัพท์

ในสมัยก่อน ส่วน 32 ห้องเพลง AABA ทั้งหมดจะถูกเรียกว่า "refrain" หรือ "chorus" ในขณะที่นักดนตรีแจ๊สในปัจจุบันยังคงใช้คำว่า "blowing for a couple of choruses" เมื่อพูดถึงการด้นสด (improvisation) บนโครงสร้าง 32 ห้องเพลงนี้ ซึ่งแตกต่างจากความหมายของปัจจุบันที่คำว่า "chorus" หมายถึงท่อนฮุคที่ซ้ำกันในรูปแบบ verse-chorus form

ประวัติความเป็นมา

แม้ว่ารูปแบบ 32 ห้องเพลงจะคล้ายกับ ternary form ของ operatic da capo aria แต่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปลายทศวรรษ 1910 และกลายเป็น "รูปแบบหลัก" ของเพลงป๊อปอเมริกันในช่วงปี 1925–1926 โดยนักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง George Gershwin, Cole Porter และ Jerome Kern ได้นำมาใช้จนครอบคลุมดนตรีป๊อปอเมริกันจนถึงทศวรรษ 1950

รูปแบบนี้ยังถูกนำมาใช้ในเพลงร็อกในช่วงทศวรรษ 1950 และ 60 เช่นเพลง "Great Balls of Fire" ของ Jerry Lee Lewis และ "All I Have to Do Is Dream" ของ The Everly Brothers ก่อนที่รูปแบบ verse-chorus form จะกลายเป็นที่นิยมมากกว่า

ในปัจจุบัน แม้จะพบน้อยลง แต่ยังคงมีเพลงร่วมสมัยที่ใช้รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เช่น เพลง "Memory" จากละครเพลง Cats หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบโดย Lennon-McCartney และศิลปินใน Brill Building ที่มีการขยายจำนวนห้องเพลงหรือเพิ่มส่วน instrumental section, break หรือ reprise เข้าไป

คำถามที่พบบ่อย

รูปแบบเพลง AABA คืออะไร?

คือโครงสร้างเพลงที่มี 4 ส่วน โดยส่วน A แรกสองส่วน และตามด้วยส่วน B ที่แตกต่างออกไป จากนั้นจึงจบด้วยการกลับมาที่ส่วน A อีกครั้ง โดยแต่ละส่วนมีความยาว 8 ห้องเพลง รวมเป็น 32 ห้องเพลง

ส่วน Bridge ในเพลงแบบ 32 ห้องเพลงคืออะไร?

Bridge หรือส่วน B คือท่อนที่สร้างความแตกต่างทางดนตรีและทำนอง เพื่อให้ผู้ฟังไม่รู้สึกเบื่อก่อนที่จะกลับเข้าสู่ทำนองหลักในส่วน A สุดท้าย

เพลงตัวอย่างที่ใช้รูปแบบ AABA มีอะไรบ้าง?

ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่เพลง "Over the Rainbow" และ "I Got Rhythm" ซึ่งเป็นเพลงมาตรฐานแจ๊สที่โดดเด่นในยุค Tin Pan Alley