ศาลาว่าการเมืองเกอร์ลิทซ์ สถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์แห่งลูซาเทีย
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นศูนย์กลางการบริหารเมืองเกอร์ลิทซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1350
- มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมหลายยุคสมัย ได้แก่ ก่อนโกธิค, โกธิค, เรเนซองส์ และบารอก
- บันไดวนที่สร้างในปี ค.ศ. 1537 โดย Wendel Roskopf ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะเรเนซองส์ตอนต้นในเยอรมนี
- หอคอยศาลาว่าการเมืองมีนาฬิกากลไกพิเศษที่มีตำนานเกี่ยวกับยามเมืองและสิงโตคำราม
ศาลาว่าการเมืองเกอร์ลิทซ์ (Town Hall of Görlitz) เป็นศูนย์กลางการบริหารและอำนาจตุลาการของเมืองเกอร์ลิทซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1350 โดยปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในเอกสารของสภาเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1369 อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเดี่ยว แต่เป็นการรวมตัวกันของอาคารหลายหลังที่มีอายุแตกต่างกันตามยุคสมัย ตั้งแต่ยุคก่อนโกธิค เรเนซองส์ ไปจนถึงบารอก ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัส Lower Market Square หมายเลข 6–8

ต้นกำเนิดและการพัฒนา
ในช่วงศตวรรษที่ 13 เมืองเกอร์ลิทซ์เป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการโบฮีเมียน ตระกูลขุนนาง และช่างฝีมือ ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในลักษณะลานบ้าน (courtyards) หลายแห่งกระจายตัวอยู่ในเมือง ต่อมาในปี ค.ศ. 1264 ได้มีการจัดตั้งการบริหารงานพลเรือนโดยสมาชิกสภาเมือง และมีผู้พิพากษาฆราวาสในปี ค.ศ. 1273 ตามด้วยนายกเทศมนตรีคนแรกในปี ค.ศ. 1282 ซึ่งทำให้การบริหารเมืองเริ่มแยกตัวออกจากอำนาจของโบฮีเมียนอย่างชัดเจน
เมื่อเกอร์ลิทซ์ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเมือง (town privilege) ในปี ค.ศ. 1303 จึงเริ่มมีการวางแผนสร้างอาคารบริหาร แม้ในช่วงแรกจะใช้สิ่งก่อสร้างที่ทำจากไม้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ในปี ค.ศ. 1350 ทางเมืองจึงตัดสินใจซื้อลานบ้านของชาวโบฮีเมียนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจัตุรัส Lower Market Square เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ
อาคาร Lower Market Square 6
ส่วนนี้เป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของศาลาว่าการเมือง ประกอบด้วยฐานของหอคอยและอาคารทางทิศเหนือ เดิมทีเป็นที่พักของข้ารับใช้ชาวโบฮีเมียนซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคก่อนโกธิค ทำให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง จุดเด่นคือผนังอิฐที่ไม่ฉาบปูน เผยให้เห็นรอยต่อของอิฐที่มีสีสันสวยงาม
ในยุคโกธิค อาคารนี้เคยมีช่องหน้าต่างทรงโค้งแหลม (pointed arch) ขนาดใหญ่สองช่องที่ชั้นสอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักอย่างเป็นทางการของนายกเทศมนตรี ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 16 อาคารได้รับการต่อเติมในสไตล์โกธิค และมีการปรับปรุงความสูงของหน้าต่างในศตวรรษที่ 19 เพื่อให้เกิดความสมมาตร
หอคอยศาลาว่าการเมือง (Town Hall Tower)

หอคอยถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1378 และได้รับการต่อเติมให้สูงขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1511–1516 โดย Albrecht Stieglitzer เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการเฝ้าระวังและป้องกันเมือง ในปี ค.ศ. 1524 ได้มีการติดตั้งนาฬิกาสองหน้าปัด ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1584 Bartholomäus Scultetus ได้ปรับปรุงกลไกให้เชื่อมต่อกันระหว่างนาฬิกาบอกเวลาและนาฬิกาบอกข้างขึ้นข้างแรม (moon phase clock)
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือรูปปั้นหัวของยามเมืองที่กึ่งกลางหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งมีตำนานเล่าว่ายามผู้นี้ถูกฝังทั้งเป็นในหอคอยเนื่องจากหลับในขณะเกิดไฟไหม้เมือง ทุกๆ นาที ดวงตาของรูปปั้นจะเปิดออกและส่องแสงสีส้มเลียนแบบเปลวไฟ พร้อมกับอ้าปากด้วยความหวาดกลัว
นอกจากนี้ บนยอดนาฬิกายังมีรูปสิงโต (สัตว์สัญลักษณ์ของโบฮีเมียน) ซึ่งในอดีตมีกลไกออร์แกนที่ทำให้สิงโตส่งเสียงคำรามตอนเที่ยงคืนเพื่อขับไล่หัวขโมย แต่ต่อมาถูกยกเลิกไปเนื่องจากเสียงคำรามทำให้สตรีมีครรภ์ตกใจ
บันไดศาลาว่าการเมือง (Town Hall Staircase)


บันไดศาลาว่าการเมืองสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1537 โดย Wendel Roskopf ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะเรเนซองส์ตอนต้นในเยอรมนี บันไดวนนี้นำไปสู่ห้องพิจารณาคดีและแท่นปราศรัย โดยมีการตกแต่งด้วยลวดลายที่ล้ำสมัยในยุคนั้น เช่น รูปแกะสลักอาดัมและอีฟในเหตุการณ์การตกจากสวรรค์ และรูปปั้นพุตโต (Putti) ที่กำลังลื่นไถลลงมาตามราวบันได

การขยายตัวและสัญลักษณ์ทางอำนาจ
ในปี ค.ศ. 1591 มีการติดตั้งรูปปั้นหิน "เทพีแห่งความยุติธรรม" (Lady Justice) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจตุลาการระดับสูงของสภาเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพนูนต่ำทางตราสัญลักษณ์จากปี ค.ศ. 1488 โดยพระเจ้ามัทเทียส คอร์วินัส (King Matthias Corvinus) แห่งฮังการีและโบฮีเมีย ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอัปเปอร์ลูซาเทีย (Upper Lusatia)
เพื่อให้เพียงพอต่อการขยายตัวของการบริหารเมือง ในปี ค.ศ. 1903 ได้มีการสร้างอาคารต่อเติมในสไตล์เรเนซองส์ฟื้นฟู (Renaissance Revival) ทำให้ศาลาว่าการเมืองมีรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ศาลาว่าการเมืองเกอร์ลิทซ์สร้างขึ้นเมื่อใด?
เริ่มใช้เป็นสถานที่บริหารเมืองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1350 โดยการซื้อลานบ้านชาวโบฮีเมียน และมีการต่อเติมอาคารเรื่อยมาจนถึงอาคารส่วนขยายในปี ค.ศ. 1903
จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุดของอาคารนี้คืออะไร?
บันไดวนศิลปะเรเนซองส์ตอนต้นที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1537 ซึ่งมีการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยรูปแกะสลักทางศาสนาและรูปปั้นพุตโต
ตำนานเกี่ยวกับนาฬิกาบนหอคอยคืออะไร?
มีตำนานเล่าว่ารูปปั้นหัวยามบนหน้าปัดนาฬิกาคือยามที่ถูกฝังทั้งเป็นเพราะหลับในขณะเกิดไฟไหม้ ซึ่งดวงตาจะเปิดและส่องแสงสีส้มทุกนาทีเพื่อเตือนถึงเหตุการณ์ไฟไหม้
