ความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
สรุปใจความสำคัญ
- TTIP เป็นข้อเสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเป้าให้เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
- ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจที่มีสัดส่วนรวมกันถึง 46% ของ GDP โลก
- ถูกคัดค้านอย่างหนักในประเด็นเรื่องการลดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความไม่โปร่งใสในการเจรจา
- การเจรจาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 2019 หลังจากถูกประกาศว่าล้าสมัยโดยคณะกรรมาธิการยุโรป
ความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic Trade and Investment Partnership หรือ TTIP) คือข้อเสนอความตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบพหุภาคี หากความตกลงนี้ประสบความสำเร็จ จะถือเป็นโครงการริเริ่มทางการค้าทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการเจรจามา เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของโลก และมีศักยภาพในการกำหนดมาตรฐานการค้าโลกสำหรับข้อตกลงในอนาคต

เป้าหมายและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์
คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า TTIP จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปได้ถึง 1.2 แสนล้านยูโร และกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ 9 หมื่นล้านยูโร รวมถึงส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกอีก 1 แสนล้านยูโร นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและนโยบายต่างประเทศระบุว่าความตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรีการค้าโลกถึงหนึ่งในสาม และอาจสร้างงานใหม่ได้หลายล้านตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่โต้แย้งว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนทั่วไปอาจมีจำนวนน้อยมาก และรายงานจากรัฐสภายุโรปชี้ให้เห็นว่าผลกระทบต่อสภาพการจ้างงานอาจมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับแบบจำลองทางเศรษฐกิจและสมมติฐานที่ใช้ในการพยากรณ์
ประวัติและการพัฒนา
ความพยายามในการสร้างเขตการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 โดยเริ่มต้นจาก "ปฏิญญาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก" (Transatlantic Declaration) ในปี 1990 หลังสิ้นสุดสงครามเย็น เพื่อสร้างความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นขึ้น
- ปี 1995: จัดตั้ง Transatlantic Business Dialogue (TABD) กลุ่มกดดันจากภาคธุรกิจ
- ปี 1998: จัดตั้ง Transatlantic Economic Partnership คณะกรรมการที่ปรึกษา
- ปี 2007: จัดตั้ง Transatlantic Economic Council เพื่อให้ตัวแทนบริษัทให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลทั้งสองฝ่าย
- ปี 2013: ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประกาศเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการ
ในขณะนั้น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีสัดส่วนรวมกันถึง 60% ของ GDP โลก, 33% ของการค้าสินค้าโลก และ 42% ของการค้าบริการโลก ซึ่งหากเกิดเขตการค้าเสรีขึ้น จะครอบคลุมถึง 46% ของ GDP โลก
ข้อโต้แย้งและการคัดค้าน
การเจรจา TTIP เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยุโรป เนื่องจากกระบวนการเจรจาเป็นความลับและขาดความโปร่งใส ซึ่งนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลและสร้างความกังวลในหลายประเด็น ดังนี้:
- มาตรฐานความปลอดภัย: ความกังวลว่าความตกลงจะลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบด้านการธนาคาร เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่
- อำนาจอธิปไตย: การวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริษัทข้ามชาติจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลท้องถิ่นและบั่นทอนอำนาจประชาธิปไตย
- โมเดลทางสังคม: นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนกังวลว่าการแข่งขันโดยตรงระหว่างแรงงานยุโรปและอเมริกันจะส่งผลเสียต่อสวัสดิการและโมเดลทางสังคมของยุโรป
ความไม่พอใจนี้สะท้อนผ่านโครงการ European Citizens' Initiative ซึ่งมีผู้ลงนามคัดค้าน TTIP และ CETA มากกว่า 3.2 ล้านคนภายในหนึ่งปี
การยุติการเจรจา
การเจรจาหยุดชะงักลงในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายปกป้องทางการค้าและก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูการเจรจาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในปี 2018 แต่ในวันที่ 15 เมษายน 2019 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศว่าการเจรจา TTIP นั้น "ล้าสมัยและไม่มีความเกี่ยวข้องอีกต่อไป" และถูกแทนที่ด้วยการเจรจาเพื่อความตกลงว่าด้วยการค้าที่ต่างตอบแทน ยุติธรรม และสมดุล (Agreement on Reciprocal, Fair, and Balanced Trade) ในปี 2025
คำถามที่พบบ่อย
TTIP คืออะไร?
TTIP คือข้อเสนอความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นความพยายามสร้างเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพื่อลดกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้า
ทำไม TTIP ถึงถูกคัดค้านอย่างรุนแรง?
สาเหตุหลักมาจากการที่การเจรจาเป็นความลับ และความกังวลว่าความตกลงจะทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร สิ่งแวดล้อม และแรงงานในยุโรปลดลงเพื่อปรับให้เข้ากับมาตรฐานของสหรัฐฯ
ปัจจุบันสถานะของ TTIP เป็นอย่างไร?
การเจรจา TTIP ได้ยุติลงแล้ว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปประกาศว่าล้าสมัยในปี 2019 และถูกแทนที่ด้วยกรอบการเจรจาการค้าใหม่ในปี 2025


