Ultra Panavision 70 นวัตกรรมภาพยนตร์จอไวด์สกรีนระดับตำนาน
สรุปใจความสำคัญ
- Ultra Panavision 70 ให้อัตราส่วนภาพที่กว้างเป็นพิเศษถึง 2.76:1
- ใช้เลนส์ anamorphic ที่บีบอัดภาพ 1.25 เท่า ลงบนฟิล์ม 65 มม.
- Quentin Tarantino เป็นผู้ฟื้นฟูการใช้ระบบนี้ในภาพยนตร์เรื่อง The Hateful Eight ในปี 2015
Ultra Panavision 70 และ MGM Camera 65 คือแบรนด์ทางการตลาดที่ใช้ระบุภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยเลนส์ anamorphic ของ Panavision บนฟิล์มขนาด 65 มม. ในช่วงปี 1957 ถึง 1966 โดยมีจุดเด่นที่การถ่ายทำด้วยความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที (fps) และใช้เลนส์ anamorphic ที่บีบอัดภาพ 1.25 เท่า ส่งผลให้ได้อัตราส่วนภาพที่กว้างเป็นพิเศษถึง 2.76:1 เมื่อฉายด้วยเครื่องฉายฟิล์ม 70 มม.

ประวัติความเป็นมา
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) ได้ติดต่อ Robert Gottschalk ผู้ก่อตั้ง Panavision เพื่อสร้างระบบภาพยนตร์ฟอร์แมตใหญ่ที่สามารถเติมเต็มหน้าจอที่กว้างมากของโรงภาพยนตร์ Cinerama โดยใช้เครื่องฉายเพียงเครื่องเดียว และต้องสามารถผลิตสิ่งพิมพ์ 70 มม. และ 35 มม. คุณภาพสูงสำหรับ CinemaScope ได้ด้วย
Gottschalk ได้พัฒนาเลนส์ที่ใช้ปริซึมติดตั้งด้านหน้าเพื่อบีบอัดภาพ 1.25 เท่า ลงบนเนกาทีฟ 65 มม. แบบ 5-perf ซึ่งทำให้ได้อัตราส่วนการฉายที่ 2.76:1 โดยเลนส์ปริซึมเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาในชื่อ MGM Camera 65 ในปี 1956
การเปลี่ยนผ่านสู่ Ultra Panavision 70
ในปี 1962 เนื่องจากการผลิตภาพยนตร์เรื่อง Mutiny on the Bounty งบประมาณบานปลาย ทำให้ MGM ต้องขายสินทรัพย์หลายอย่าง ซึ่งเปิดโอกาสให้ Panavision ซื้ออุปกรณ์ Camera 65 และเปลี่ยนชื่อระบบเป็น Ultra Panavision 70
เนื่องจากเลนส์ปริซึมเดิมมีขนาดใหญ่และมีข้อบกพร่องทางแสง วิศวกร Takuo Miyagishima จึงได้ออกแบบเลนส์ 1.25x แบบดั้งเดิมโดยใช้แก้วทรงกระบอก ซึ่งกลายเป็นซีรีส์ Ultra Panatar ต่อมาในปี 1963 Cinerama Dome ในลอสแอนเจลิสได้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ Cinerama แห่งแรกที่สร้างขึ้นเพื่อ Ultra Panavision 70 โดยเฉพาะ
ความแตกต่างจาก Todd-AO
แม้ว่า Ultra Panavision 70 และ MGM Camera 65 จะคล้ายกับกระบวนการ Todd-AO 65 มม. ในปี 1955 ในแง่ของการเป็นตัวแทนของ Cinerama แบบสามแถบ แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ:
- เฟรมเรต: Todd-AO ถ่ายที่ 30 fps ในขณะที่ Ultra Panavision 70 ใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ 24 fps
- อัตราส่วนภาพ: Todd-AO มีอัตราส่วน 2.20:1 ซึ่งแคบกว่าและไม่สามารถใช้กับหน้าจอ Cinerama ได้โดยตรงโดยไม่ตัดขอบ ในขณะที่ Ultra Panavision 70 มีอัตราส่วน 2.76:1
การฟื้นคืนชีพในยุคสมัยใหม่
หลังจากถูกใช้งานเพียง 10 เรื่องในช่วงปี 1957-1966 Ultra Panavision 70 ได้ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งโดย Robert Richardson และ Quentin Tarantino สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Hateful Eight (2015) ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 65 มม. ทั้งเรื่องเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เรื่อง Khartoum
ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เกิดการนำเลนส์ Ultra Panavision กลับมาใช้อีกครั้ง แม้ว่าในปัจจุบันจะใช้กับกล้องดิจิทัลแทน เช่นในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Rogue One และ Avengers: Endgame
รายชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วย Ultra Panavision 70
| ปี | ชื่อภาพยนตร์ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1957 | Raintree County | เครดิตเป็น MGM Camera 65 |
| 1959 | Ben-Hur | เครดิตเป็น MGM Camera 65 |
| 1962 | Mutiny on the Bounty | เครดิตเป็น Ultra Panavision |
| 1963 | It's a Mad, Mad, Mad, Mad World | ใช้เลนส์ Ultra Panatar |
| 1964 | The Fall of the Roman Empire | เครดิตเป็น Ultra Panavision |
| 1965 | The Greatest Story Ever Told | เครดิตเป็น Ultra Panavision |
| 1965 | The Hallelujah Trail | เครดิตเป็น Ultra Panavision |
| 1965 | Battle of the Bulge | เครดิตเป็น Ultra Panavision |
| 1966 | Khartoum | ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในยุคแรก |
| 2015 | The Hateful Eight | ฟื้นฟูการใช้ฟิล์ม 65 มม. |
คำถามที่พบบ่อย
Ultra Panavision 70 แตกต่างจาก Super Panavision 70 อย่างไร?
Ultra Panavision 70 ใช้เลนส์ anamorphic เพื่อบีบอัดภาพให้ได้อัตราส่วนที่กว้างมาก (2.76:1) ในขณะที่ Super Panavision 70 เป็นระบบ 70 มม. แบบ non-anamorphic
ภาพยนตร์เรื่องใดบ้างในยุคปัจจุบันที่ใช้เลนส์ Ultra Panavision?
มีการนำเลนส์ Ultra Panavision มาใช้กับกล้องดิจิทัลในภาพยนตร์เรื่อง Rogue One และ Avengers: Endgame
ทำไม Ultra Panavision 70 ถึงถูกสร้างขึ้น?
เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่สามารถฉายบนหน้าจอ Cinerama ที่กว้างมากได้โดยใช้เครื่องฉายเพียงเครื่องเดียว แทนที่จะใช้เครื่องฉายสามเครื่องแบบเดิม