← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เด็กที่เดินทางโดยลำพัง (Unaccompanied Minor) คืออะไร และมีสิทธิอย่างไร

สรุปใจความสำคัญ

  • จำนวนเด็กที่เดินทางโดยลำพังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 1.6 หมื่นคน เป็น 6.8 หมื่นคนในช่วงปี 2011-2014
  • เด็กที่เดินทางโดยลำพัง (Unaccompanied) ต่างจากเด็กที่แยกจากครอบครัว (Separated) ตรงที่เด็กกลุ่มแรกไม่มีผู้ใหญ่ดูแลเลย ส่วนกลุ่มหลังอาจมีญาติเดินทางมาด้วย
  • สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยของเด็กมีความสำคัญเหนือกว่าสิทธิในการรวมตัวกับครอบครัวในประเทศต้นทางหากมีความเสี่ยง

เด็กที่เดินทางโดยลำพัง (Unaccompanied Minor) หรือบางครั้งเรียกว่า "เด็กที่แยกจากครอบครัว" (Separated Child) หมายถึง เด็กที่ไม่มีผู้ปกครองตามกฎหมายดูแลในขณะที่เดินทางหรือพำนักอยู่ในดินแดนของรัฐอื่น

คำนิยามตามมาตรฐานสากล

คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (UN Committee on the Rights of the Child) ได้ให้คำนิยามที่ชัดเจนเพื่อแยกแยะประเภทของเด็กดังนี้:

  • เด็กที่เดินทางโดยลำพัง (Unaccompanied Children): เด็กที่ถูกแยกจากทั้งบิดามารดาและญาติ และไม่ได้รับการดูแลโดยผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายหรือตามจารีตประเพณี
  • เด็กที่แยกจากครอบครัว (Separated Children): เด็กที่ถูกแยกจากบิดามารดาทั้งสองคน หรือผู้ดูแลหลักตามกฎหมายหรือจารีตประเพณี แต่ไม่จำเป็นต้องแยกจากญาติคนอื่นๆ ซึ่งอาจรวมถึงเด็กที่เดินทางมาพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ใหญ่คนอื่น

ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่าจำนวนเด็กที่เดินทางโดยลำพังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงปี 2011 ถึง 2014 จำนวนได้เพิ่มขึ้นจาก 16,067 คน เป็น 68,541 คน

มุมมองทางกฎหมายคนเข้าเมือง

ในทางกฎหมายคนเข้าเมือง เด็กที่เดินทางโดยลำพังมักถูกนิยามว่าเป็นชาวต่างชาติหรือบุคคลไร้รัฐที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเดินทางเข้าสู่ดินแดนของรัฐโดยไม่มีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบดูแล และตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพจากบุคคลดังกล่าว จะถือว่าเป็นเด็กที่เดินทางโดยลำพัง ซึ่งรวมถึงเด็กที่ถูกทิ้งให้ลำพังหลังจากเข้าสู่ดินแดนของรัฐนั้นๆ แล้วด้วย

สิทธิและการคุ้มครองเด็กที่เดินทางโดยลำพัง

การดูแลหลังการคุ้มครองและสนับสนุนเยาวชน

เด็กที่ผ่านประสบการณ์ที่ยากลำบากมักต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแม้จะอายุครบ 18 ปีแล้ว เนื่องจากเมื่อบรรลุนิติภาวะ พวกเขาอาจสูญเสียสิทธิในการสนับสนุนบางประการ เช่น:

  • การมีผู้ปกครองหรือตัวแทนทางกฎหมาย
  • สิทธิในการพักอาศัยในบ้านพักพิเศษหรือครอบครัวอุปถัมภ์
  • สิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาที่จัดไว้สำหรับเด็กโดยเฉพาะ
  • ความเสี่ยงในการถูกกักตัวหากสถานะการเข้าเมืองยังไม่ได้รับการจัดการให้ถูกต้อง หรือเมื่อมีคำสั่งให้เดินทางออกจากประเทศ

ดังนั้น การวางแผน Aftercare หรือการดูแลต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้เยาวชนเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่และการใช้ชีวิตอิสระได้อย่างราบรื่น โดยในบางประเทศในยุโรปมีการขยายการสนับสนุนนี้ไปจนถึงอายุ 21 หรือ 25 ปี

การรวมตัวของครอบครัวในประเทศปลายทาง

การรวมตัวของครอบครัวเป็นส่วนสำคัญของแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน โดยต้องคำนึงถึง "ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก" (Best Interests of the Child) เป็นหลัก ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในประเทศปลายทาง ประเทศต้นทาง หรือประเทศที่สาม

หากการรวมตัวกับครอบครัวในประเทศต้นทางมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็ก สิทธิในการมีชีวิตและการอยู่รอดจะมีความสำคัญเหนือกว่าความต้องการรวมตัวกับครอบครัว ในกรณีที่เด็กได้รับสถานะการคุ้มครองระหว่างประเทศ เด็กมีสิทธิที่จะขอรวมตัวกับครอบครัวในประเทศปลายทางหรือประเทศที่สามแทน

สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือทางกงสุล

เด็กที่อยู่นอกประเทศที่ตนพำนักมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตและสำนักงานกงสุลของประเทศตน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ การติดต่อประสานงาน และการระดมความช่วยเหลือ รวมถึงการช่วยแต่งตั้งผู้ปกครองตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล ค.ศ. 1963

การตั้งถิ่นฐานและการส่งตัว

ในกรณีที่การประเมินผลประโยชน์สูงสุดของเด็กพบว่าไม่มีทางออกที่ยั่งยืนในประเทศปลายทางหรือประเทศต้นทาง จะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการ ตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม (Resettlement) เพื่อให้เด็กสามารถรวมตัวกับครอบครัวได้อย่างปลอดภัย หรือเพื่อปกป้องเด็กจากการถูกส่งกลับไปเผชิญกับการประ persecution หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

คำถามที่พบบ่อย

เด็กที่เดินทางโดยลำพัง (Unaccompanied Minor) คือใคร?

คือเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งแยกจากทั้งพ่อแม่และญาติ และไม่มีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบตามกฎหมายหรือตามจารีตประเพณีดูแลในขณะที่อยู่ในดินแดนของรัฐอื่น

เมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี จะเกิดอะไรขึ้นกับสิทธิการดูแล?

เด็กอาจสูญเสียสิทธิในการมีผู้ปกครอง การพักอาศัยในบ้านพักเด็ก และสิทธิทางสังคมเฉพาะสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้จำเป็นต้องมีแผนการดูแลต่อเนื่อง (Aftercare) เพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่

การรวมตัวของครอบครัวสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง?

สามารถทำได้หากเป็นผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยอาจเกิดขึ้นในประเทศปลายทาง ประเทศต้นทาง หรือประเทศที่สาม ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ