ภาพยนตร์ใต้ดิน (Underground Film) ศิลปะนอกกระแสและภาพยนตร์ทดลอง
สรุปใจความสำคัญ
- คำว่า 'ภาพยนตร์ใต้ดิน' ถูกใช้ครั้งแรกในปี 1957 โดย Manny Farber
- ภาพยนตร์ใต้ดินแตกต่างจากภาพยนตร์คัลท์ตรงที่เน้นการผลิตนอกกระแสหลักและงบประมาณต่ำ
- Cinema of Transgression เป็นการเคลื่อนไหวที่เน้นงานศิลปะที่ท้าทายและก้าวล่วงขอบเขตทางสังคม
ภาพยนตร์ใต้ดิน คือภาพยนตร์ที่อยู่นอกกระแสหลักในด้านของสไตล์, ประเภท (genre) หรือการระดมทุน โดยมักจะเป็นผลงานที่ท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมและศิลปะ
ประวัติศาสตร์และคำนิยาม
คำว่า "ภาพยนตร์ใต้ดิน" ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเรียงความปี 1957 โดยนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชาวอเมริกัน Manny Farber ซึ่งเขาใช้เรียกผลงานของผู้กำกับที่ "เล่นบทบาทต่อต้านศิลปะในฮอลลีวูด" ต่อมาคำนี้ได้พัฒนาไปเป็นคำเรียกทางอุปมานิทัศน์ถึงวัฒนธรรมที่ลึกลับและบ่อนทำลาย (subversive culture) ซึ่งอยู่ภายใต้สื่อหลักของรัฐและสื่อทางการ
การเติบโตในยุค 50 และ 60
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ภาพยนตร์ใต้ดินเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะการเคลื่อนไหวของคนทำหนังอิสระในเมืองซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ก ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ลอนดอนและซิดนีย์ โดยมีผู้กำกับภาพยนตร์ทดลองที่โดดเด่นในยุคนั้น เช่น Andy Warhol, Maya Deren, Stan Brakhage และ Kenneth Anger
การเปลี่ยนผ่านสู่ Avant-garde และ Cinema of Transgression
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ผู้กำกับบางส่วนเริ่มถอยห่างจากคำว่า "ใต้ดิน" เนื่องจากมีความหมายเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไซเคเดลิก (psychedelic) และหันไปใช้คำว่า "Avant-garde" หรือ "Experimental" แทน
อย่างไรก็ตาม คำว่าภาพยนตร์ใต้ดินยังคงถูกนำมาใช้โดยกลุ่ม Cinema of Transgression และ No Wave Cinema ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาที่รุนแรง ท้าทาย และก้าวล่วงขอบเขตทางศีลธรรม
ภาพยนตร์ใต้ดินในยุคหลัง
ในยุค 1990 ภาพยนตร์ใต้ดินถูกเชื่อมโยงกับศิลปะที่ก้าวล่วง (transgressive art) และการสร้างหนังด้วยงบประมาณที่ต่ำมาก เพื่อต่อต้านการทำให้ภาพยนตร์อิสระกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ (เช่น ค่ายหนังอย่าง Miramax) รวมถึงต่อต้านการทำให้ภาพยนตร์ทดลองกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์
สิ่งนี้ก่อให้ให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์ใต้ดินในหลายเมือง เช่น นิวยอร์ก, ชิคาโก, บอสตัน และซิดนีย์ รวมถึงการเกิดขึ้นของนิตยสาร zines อย่าง Film Threat
กรณีศึกษา ASS Studios
ตัวอย่างที่น่าสนใจในยุคปัจจุบันคือ ASS Studios (ก่อตั้งปี 2011) ซึ่งหลีกเลี่ยงวิธีการผลิตสมัยใหม่ โดยเลือกใช้ฟอร์แมต Hi8 ที่ล้าสมัยและถ่ายทำโดยไม่มีงบประมาณ เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่มีความแคมป์ (camp) และประเด็นต้องห้าม (taboo themes)
ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์ใต้ดินและภาพยนตร์คัลท์ (Cult Film)
บ่อยครั้งที่คำว่า "ภาพยนตร์ใต้ดิน" ถูกใช้สลับกับคำว่า "ภาพยนตร์คัลท์" แม้จะมีความทับซ้อนกัน แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ:
- ภาพยนตร์ใต้ดิน: เน้นที่วิธีการผลิต การระดมทุน และการนำเสนอที่อยู่นอกกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง
- ภาพยนตร์คัลท์: อาจเป็นหนังสตูดิโอที่ล้มเหลวในตอนแรกแต่มีกลุ่มแฟนคลับที่คลั่งไคล้ในภายหลัง (เช่น Heathers)
บุคคลสำคัญในวงการภาพยนตร์ใต้ดิน
| ชื่อผู้กำกับ/ศิลปิน | ลักษณะเด่น/ความสำคัญ |
|---|---|
| Andy Warhol | ผู้บุกเบิกศิลปะป๊อปอาร์ตและภาพยนตร์ทดลอง |
| Maya Deren | ผู้มีอิทธิพลต่อภาพยนตร์ทดลองในอเมริกา |
| Kenneth Anger | ผู้สร้างสรรค์งานที่เน้นสัญลักษณ์และพิธีกรรม |
| Stan Brakhage | เน้นการสร้างภาพที่นามธรรมและไม่ใช้เสียง |
| John Waters | ผู้บุกเบิกหนังใต้ดินที่มีความแคมป์และช็อกกิ้ง |
คำถามที่พบบ่อย
ภาพยนตร์ใต้ดินคืออะไร?
คือภาพยนตร์ที่อยู่นอกกระแสหลักทั้งในด้านสไตล์ การนำเสนอ และการระดมทุน มักมีลักษณะเป็นภาพยนตร์ทดลองหรือท้าทายบรรทัดฐานสังคม
ภาพยนตร์ใต้ใต้ดินต่างจากภาพยนตร์คัลท์อย่างไร?
ภาพยนตร์ใต้ดินเน้นที่การผลิตที่อยู่นอกระบบสตูดิโอและนอกกระแสหลัก ส่วนภาพยนตร์คัลท์คือภาพยนตร์ที่มีกลุ่มผู้ติดตามที่คลั่งไคล้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นหนังสตูดิโอหรือไม่ก็ตาม
ใครคือบุคคลสำคัญของภาพยนตร์ใต้ดิน?
บุคคลสำคัญ ได้แก่ Andy Warhol, Maya Deren, Stan Brakhage, Kenneth Anger และ John Waters

