กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักร
สรุปใจความสำคัญ
- ค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 21 ปี จะปรับเป็น 12.71 ปอนด์ต่อชั่วโมงในเดือนเมษายน 2026
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนที่ได้รับค่าจ้าง 28 วันต่อปีตามกฎระเบียบ Working Time Regulations 1998
- พระราชบัญญัติความเท่าเทียมปี 2010 ห้ามการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานโดยพิจารณาจากเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และอายุ
- การนัดหยุดงานได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหากเป็นไปเพื่อการแก้ไขข้อพิพาททางแรงงานตามกฎหมายปี 1992
กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักร (United Kingdom labour law) เป็นระบบกฎหมายที่ทำหน้าที่กำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และสหภาพแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองสิทธิของคนทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจ้างจะมีมาตรฐานการครองชีพที่มีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะมีอำนาจในการต่อรองสัญญาจ้างงานมากน้อยเพียงใดก็ตาม
สิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง
สิทธิในการจ้างงานในสหราชอาณาจักรถูกกำหนดโดยพระราชบัญญัติ (Acts of Parliament) กฎระเบียบ (Regulations) กฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) และหลักความยุติธรรม (Equity) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
- ค่าจ้างขั้นต่ำ: ภายใต้พระราชบัญญัติค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติปี 1998 (National Minimum Wage Act 1998) กำหนดให้ผู้ที่มีอายุเกิน 21 ปี จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 12.71 ปอนด์ต่อชั่วโมง โดยมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2026
- เวลาทำงานและวันหยุด: กฎระเบียบเวลาทำงานปี 1998 (Working Time Regulations 1998) ให้สิทธิลูกจ้างในการได้รับวันหยุดพักผ่อนที่ได้รับค่าจ้าง 28 วันต่อปี รวมถึงการกำหนดเวลาพักระหว่างการทำงาน และการจำกัดชั่วโมงการทำงานที่ยาวเกินไป
- การทำงานที่ยืดหยุ่นและการดูแลบุตร: พระราชบัญญัติสิทธิการจ้างงานปี 1996 (Employment Rights Act 1996) ให้สิทธิในการลาเพื่อดูแลบุตร และสิทธิในการร้องขอรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น
- บำนาญ: พระราชบัญญัติบำนาญปี 2008 (Pensions Act 2008) กำหนดให้มีการลงทะเบียนเข้าสู่ระบบบำนาญอาชีพขั้นพื้นฐานโดยอัตโนมัติ โดยกองทุนบำนาญต้องได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติบำนาญปี 1995 และลูกจ้างมีสิทธิลงคะแนนเลือกผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนบำนาญตามพระราชบัญญัติบำนาญปี 2004
การคุ้มครองการจ้างงานและความเท่าเทียม
กฎหมายสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและการป้องกันการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม:
- ความเท่าเทียมในที่ทำงาน: พระราชบัญญัติความเท่าเทียมปี 2010 (Equality Act 2010) ห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยพิจารณาจาก เพศ, เชื้อชาติ, รสนิยมทางเพศ, ศาสนาหรือความเชื่อ และอายุ นอกจากนี้ นายจ้างต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการเพื่อลดการกีดกันทางสังคม
- การคุ้มครองลูกจ้างบางกลุ่ม: พนักงานพาร์ทไทม์, พนักงานจากบริษัทจัดหางาน (Agency workers) และผู้ที่ทำงานตามสัญญาจ้างแบบกำหนดระยะเวลา ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับพนักงานประจำ
- การเลิกจ้างและค่าชดเชย: ลูกจ้างมีสิทธิได้รับแจ้งล่วงหน้าอย่างเหมาะสมก่อนการเลิกจ้างหลังจากผ่านระยะเวลาทดลองงานหนึ่งเดือน และโดยหลักการแล้วจะถูกเลิกจ้างได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ยุติธรรมเท่านั้น นอกจากนี้ ลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง (Redundancy payment) หากตำแหน่งงานนั้นไม่มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
- การโอนย้ายกิจการ: กฎระเบียบการโอนย้ายกิจการ (Transfer of Undertakings (Protection of Employment) Regulations 2006 หรือ TUPE) กำหนดว่าเมื่อมีการซื้อกิจการหรือการจ้างเหมาช่วง (Outsource) เงื่อนไขการจ้างงานของลูกจ้างจะต้องไม่ถูกทำให้แย่ลง เว้นแต่จะมีเหตุผลทางเศรษฐกิจ เทคนิค หรือองค์กรที่สมเหตุสมผล

บทบาทของสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรอง
การเจรจาต่อรองร่วม (Collective bargaining) ระหว่างสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตามระบอบประชาธิปไตยและฝ่ายบริหารขององค์กร ถูกมองว่าเป็นช่องทางสำคัญที่ลูกจ้างจะใช้เพื่อคานอำนาจกับนายจ้าง โดยเฉพาะในกรณีการเลิกจ้างหรือการกำหนดเงื่อนไขการทำงาน
สิทธิในการนัดหยุดงาน (Right to strike) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนข้อตกลงร่วม โดยภายใต้พระราชบัญญัติสหภาพแรงงานและความสัมพันธ์ด้านแรงงาน (ฉบับรวม) ปี 1992 (Trade Union and Labour Relations (Consolidation) Act 1992) การนัดหยุดงานจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหากเป็นการกระทำเพื่อการพิจารณาหรือส่งเสริมข้อพิพาททางแรงงาน
ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ
แม้ว่ากฎหมายแรงงานสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นในช่วงสามทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 แต่การกำกับดูแลความสัมพันธ์ในการจ้างงานมีมาอย่างยาวนาน:
- ยุคฟิวเดัล: หลังการระบาดของกาฬโรค (Black Death) ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างพุ่งสูงขึ้น รัฐได้ออกกฎหมาย Ordinance of Labourers 1349 และ Statute of Labourers 1351 เพื่อกดค่าจ้างให้ต่ำลงและสั่งห้ามการรวมกลุ่มของคนทำงาน ซึ่งนำไปสู่การกบฏของชาวนา (Peasants' Revolt) ในปี 1381
- การยกเลิกทาส: ในปี 1772 ศาลตัดสินว่าการมีทาสเป็นสิ่งผิดกฎหมายในคดี R v Knowles, ex parte Somersett ตามมาด้วยพระราชบัญญัติการค้าทาสปี 1807 และพระราชบัญญัติยกเลิกทาสปี 1833 ซึ่งบังคับใช้ทั่วจักรวรรดิบริติช
- การเปลี่ยนแปลงสู่เสรีภาพในการทำสัญญา: ในศตวรรษที่ 19 ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเปลี่ยนจากระบบสถานะ (Status) ที่มีการยอมจำนน มาเป็น "เสรีภาพในการทำสัญญา" (Freedom of contract) อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Adam Smith ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเสรีภาพนี้ไม่ได้ลดความพึ่งพาทางเศรษฐกิจของลูกจ้างที่มีต่อนายจ้าง เนื่องจากนายจ้างมีทรัพยากรมากกว่าและสามารถทนต่อการหยุดชะงักได้นานกว่าลูกจ้างที่ไม่มีเงินสำรอง
คำถามที่พบบ่อย
ค่าจ้างขั้นต่ำในสหราชอาณาจักรสำหรับผู้ใหญ่คือเท่าไหร่?
สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 21 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกกำหนดไว้ที่ 12.71 ปอนด์ต่อชั่วโมง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ตามพระราชบัญญัติค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติปี 1998
ลูกจ้างในสหราชอาณาจักรมีสิทธิได้รับวันหยุดกี่วัน?
ตามกฎระเบียบ Working Time Regulations 1998 ลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนที่ได้รับค่าจ้างทั้งหมด 28 วันต่อปี
กฎหมาย TUPE คืออะไรและคุ้มครองลูกจ้างอย่างไร?
TUPE (Transfer of Undertakings (Protection of Employment) Regulations 2006) คือกฎระเบียบที่คุ้มครองลูกจ้างเมื่อมีการโอนย้ายกิจการหรือการจ้างเหมาช่วง โดยกำหนดว่าเงื่อนไขการจ้างงานเดิมจะต้องไม่ถูกทำให้แย่ลงโดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเทคนิคที่สมเหตุสมผล
การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานในสหราชอาณาจักรผิดกฎหมายหรือไม่?
ผิดกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติความเท่าเทียมปี 2010 (Equality Act 2010) ซึ่งห้ามการเลือกปฏิบัติโดยพิจารณาจาก เพศ, เชื้อชาติ, รสนิยมทางเพศ, ศาสนาหรือความเชื่อ และอายุ

