← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คดีสหรัฐฯ ปะทะ พารามอนต์ พิกเจอร์ส จุดสิ้นสุดของระบบสตูดิโอฮอลลีวูด

สรุปใจความสำคัญ

  • ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้สตูดิโอภาพยนตร์ต้องแยกกิจการผลิตออกจากกิจการโรงภาพยนตร์ในปี 1948
  • คดีนี้ทำลายระบบการรวมกิจการในแนวตั้ง (Vertical Integration) ของสตูดิโอรายใหญ่ในฮอลลีวูด
  • นำไปสู่การสิ้นสุดของระบบสตูดิโอแบบดั้งเดิม และเปิดทางให้ภาพยนตร์อิสระและต่างประเทศเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น
  • กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยกเลิกคำสั่งพารามอนต์ (Paramount Decree) ในปี 2020

คดีสหรัฐฯ ปะทะ พารามอนต์ พิกเจอร์ส (United States v. Paramount Pictures, Inc., 334 U.S. 131) หรือที่รู้จักในชื่อ คดีการป้องกันการผูกขาดของฮอลลีวูดปี 1948 เป็นคดีสำคัญของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินชะตากรรมของสตูดิโอภาพยนตร์ที่ครอบครองโรงภาพยนตร์ของตนเองและถือสิทธิ์ขาดในการเลือกภาพยนตร์ที่จะเข้าฉาย คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการผลิต การจัดจำหน่าย และการฉายภาพยนตร์ในฮอลลีวูด แต่ยังเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์อิสระและภาพยนตร์ต่างประเทศสามารถเข้าถึงโรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

โลโก้ของ Paramount Pictures
พารามอนต์ พิกเจอร์ส หนึ่งในจำเลยหลักในคดีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์

ภูมิหลังและการผูกขาดในระบบสตูดิโอ

ปัญหาทางกฎหมายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคภาพยนตร์เงียบ เมื่อคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) เริ่มตรวจสอบบริษัทภาพยนตร์ในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติ Sherman Antitrust Act ปี 1890 ในช่วงเวลานั้น สตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ใช้กลยุทธ์ การรวมกิจการในแนวตั้ง (Vertical Integration) ซึ่งหมายถึงการที่สตูดิโอเดียวควบคุมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเขียนบท การจ้างนักแสดงและผู้กำกับภายใต้สัญญาผูกมัด การผลิตในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ใช้ฉายผลงานของตนเอง

การผูกขาดนี้ทำให้เกิดสภาวะกึ่งผูกขาด (Oligopoly) โดยในปี 1945 สตูดิโอรายใหญ่ครอบครองโรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ประมาณ 17% แต่กลับกวาดรายได้จากการเช่าภาพยนตร์ไปถึง 45% ของรายได้ทั้งหมดในประเทศ

กลุ่มผู้ถูกฟ้องร้อง

ในปี 1938 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ โดยมี พารามอนต์ พิกเจอร์ส (Paramount Pictures) เป็นจำเลยหลัก ร่วมกับกลุ่ม "Big Five" (Metro-Goldwyn-Mayer, Warner Bros., 20th Century Fox และ RKO Pictures) และกลุ่ม "Little Three" (Universal Pictures, Columbia Pictures และ United Artists) รวมถึงบริษัทย่อยและผู้บริหารระดับสูง

การต่อสู้ทางกฎหมายและคำตัดสิน

ในช่วงแรก คดีนี้มีการตกลงยอมความในศาลแขวงภาคใต้แห่งนิวยอร์กในปี 1940 โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อลดการผูกขาด เช่น การห้ามทำ Block-booking (การบังคับให้โรงภาพยนตร์ซื้อภาพยนตร์เป็นชุดโดยไม่สามารถเลือกเรื่องได้) และการห้าม Blind buying (การซื้อภาพยนตร์โดยที่เจ้าของโรงยังไม่ได้เห็นตัวหนัง) อย่างไรก็ตาม สตูดิโอต่างๆ ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด นำไปสู่การฟ้องร้องอีกครั้งในปี 1943

ในที่สุดปี 1948 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยคะแนน 7 ต่อ 1 ให้รัฐบาลชนะคดี โดยยืนยันว่ารูปแบบการจัดจำหน่ายของสตูดิโอเป็นการละเมิดกฎหมายป้องกันการผูกขาด คำตัดสินนี้ก่อให้เกิด คำสั่งพารามอนต์ (Paramount Decree) ซึ่งบังคับให้สตูดิโอภาพยนตร์ต้องแยกกิจการผลิตออกจากกิจการโรงภาพยนตร์ (Divestiture)

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์

คำตัดสินของศาลฎีกาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างของฮอลลีวูด ดังนี้:

  • การล่มสลายของระบบสตูดิโอ: สตูดิโอไม่สามารถควบคุมการฉายภาพยนตร์ได้เบ็ดเสร็จ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากการเน้นปริมาณเป็นการเน้นคุณภาพของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง
  • โอกาสของภาพยนตร์อิสระ: เมื่อโรงภาพยนตร์ไม่ต้องผูกขาดกับสตูดิโอใหญ่ ภาพยนตร์จากผู้ผลิตอิสระและภาพยนตร์จากต่างประเทศจึงมีโอกาสเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ: การแยกกิจการประกอบกับการแพร่หลายของโทรทัศน์ในเวลาต่อมา ทำให้รายได้จากตั๋วภาพยนตร์ลดลงและนำไปสู่ยุคตกต่ำของธุรกิจภาพยนตร์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในด้านกฎหมาย คดีนี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีเกี่ยวกับการรวมกิจการในแนวตั้งและการจำกัดการค้าเสรีในสหรัฐอเมริกา

สถานะปัจจุบันของ Paramount Decree

หลังจากบังคับใช้มานานหลายทศวรรษ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ทบทวนคำสั่งนี้ในปี 2019 และได้ออกประกาศยกเลิกคำสั่งพารามอนต์ (Sunsetting notice) ในเดือนสิงหาคม 2020 โดยให้เหตุผลว่าข้อจำกัดด้านการป้องกันการผูกขาดดังกล่าวไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันมีความแตกต่างจากยุค 1940 อย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถสร้างโมเดลการผูกขาดแบบเดิมขึ้นมาได้ในโลกยุคดิจิทัล

คำถามที่พบบ่อย

คดี United States v. Paramount Pictures คืออะไร?

เป็นคดีกฎหมายป้องกันการผูกขาดของสหรัฐฯ ในปี 1948 ที่ตัดสินให้สตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ต้องแยกกิจการโรงภาพยนตร์ออกจากบริษัทผลิตภาพยนตร์ เพื่อป้องกันการผูกขาดการค้า

การรวมกิจการในแนวตั้ง (Vertical Integration) ในบริบทของคดีนี้คืออะไร?

คือการที่สตูดิโอภาพยนตร์ควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังของตนเอง ทำให้เกิดการผูกขาดและกีดกันคู่แข่ง

คำสั่งพารามอนต์ (Paramount Decree) ส่งผลอย่างไรต่อฮอลลีวูด?

ทำให้สตูดิโอไม่สามารถเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งส่งผลให้ระบบสตูดิโอแบบเดิมล่มสลาย และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตภาพยนตร์อิสระสามารถนำหนังเข้าฉายในโรงได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันคำสั่งพารามอนต์ยังมีผลบังคับใช้หรือไม่?

ไม่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยกเลิกคำสั่งนี้ในปี 2020 เนื่องจากเห็นว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปและไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดแบบเดิมอีกต่อไป