← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พระราชบัญญัติป้องกันประเทศ ค.ศ. 1916 ของสหรัฐอเมริกา

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นกฎหมายที่ปรับปรุงพระราชบัญญัติกองกำลังอาสา ค.ศ. 1903 เพื่อเตรียมสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
  • ก่อตั้งหน่วยฝึกกำลังสำรอง (ROTC) เพื่อสร้างระบบการผลิตนายทหารสัญญาบัตรสำรอง
  • ขยายอำนาจประธานาธิบดีในการระดมพลกองกำลังรักษาดินแดน (National Guard) เพื่อใช้งานได้ไม่จำกัดระยะเวลาและส่งไปปฏิบัติหน้าที่ต่างแดนได้
  • ริเริ่มการสร้างกองทัพอากาศและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น โรงงานผลิตไนเตรต

พระราชบัญญัติป้องกันประเทศ ค.ศ. 1916 (National Defense Act of 1916) เป็นกฎหมายระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1916 เพื่อปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองกำลังอาสา (Militia Act of 1903) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปฏิรูปโครงสร้างการจัดองค์กรทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังรักษาดินแดน (National Guard) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลก

บริบททางประวัติศาสตร์และการผลักดันกฎหมาย

กฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันในช่วงเวลาที่เกิดข้อถกเถียงเรื่อง "ความพร้อมในการป้องกันประเทศ" (Preparedness Controversy) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่ ปันโช บียา (Pancho Villa) นำกำลังบุกโจมตีเมืองโคลัมบัส รัฐนิวเม็กซิโก และเป็นช่วงเวลาก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ

ผู้สนับสนุนหลักของกฎหมายฉบับนี้คือ เจมส์ เฮย์ (James Hay) ประธานคณะกรรมการกิจการทหารของสภาผู้แทนราษฎร โดยมี จูเลียส คาห์น (Julius Kahn) สมาชิกอาวุโสของคณะกรรมการเป็นผู้สนับสนุน และเฮย์เป็นผู้ร่างกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้กองทัพบกได้รับการอนุมัติให้ขยายกำลังพลเป็น 175,000 นาย และกองกำลังรักษาดินแดนขยายเป็น 450,000 นาย

การปฏิรูปกองกำลังรักษาดินแดน (National Guard)

พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อสถานะและอำนาจในการบริหารจัดการกองกำลังรักษาดินแดน ดังนี้:

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณ: อนุญาตให้กองกำลังรักษาดินแดนใช้เงินทุนจากรัฐบาลกลางเพื่อจ่ายค่าฝึกซ้อม 48 วันต่อปี และการฝึกอบรมประจำปีอีก 15 วัน ซึ่งเป็นการพัฒนาจากเดิมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าค่ายฤดูร้อนเพียง 5 วันและไม่มีเงินทุนสนับสนุนการฝึกซ้อม
  • การจัดตั้งสำนักงาน: เปลี่ยนกองแผนกกิจการกองกำลังอาสา (Division of Militia Affairs) ให้เป็นสำนักงานกองกำลังอาสา (Militia Bureau) ที่มีการขยายขนาดและจัดระเบียบใหม่ เพื่อกำกับดูแลเงินทุนและข้อกำหนดต่างๆ ของกองกำลังรักษาดินแดนในแต่ละรัฐ
  • อำนาจการระดมพล: ให้อำนาจประธานาธิบดีในการระดมพลกองกำลังรักษาดินแดนในกรณีที่เกิดสงครามหรือเหตุฉุกเฉินระดับชาติได้ตลอดระยะเวลาของเหตุการณ์นั้น ซึ่งเดิมทีการระดมพลถูกจำกัดให้อยู่ภายในรัฐ หรือระดมพลโดยรัฐบาลกลางภายในสหรัฐฯ ได้ไม่เกิน 9 เดือน
  • การส่งกำลังไปต่างแดน: กำหนดให้สมาชิกกองกำลังรักษาดินแดนสามารถถูกปลดจากกองกำลังอาสาเพื่อเข้าสู่กองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญที่เคยจำกัดการใช้กองกำลังรักษาดินแดนในต่างแดน

การก่อตั้งหน่วยฝึกกำลังสำรอง (ROTC) และกองกำลังสำรอง

หนึ่งในมรดกที่สำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนี้คือการจัดตั้ง หน่วยฝึกกำลังสำรอง (Reserve Officers' Training Corps หรือ ROTC) ซึ่งเกิดจากการผลักดันของคณะผู้แทนจากรัฐโอไฮโอ รวมถึง วิลเลียม ออกซ์ลีย์ ทอมป์สัน (William Oxley Thompson) อธิการบดีมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต และ ราล์ฟ ดี. เมอร์ชอน (Ralph D. Mershon) วิศวกรอาชีพที่เสนอ "แผนโอไฮโอ" (Ohio Plan) เพื่อสร้างระบบการผลิตนายทหารสัญญาบัตรสำรองที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ กฎหมายยังได้จัดตั้งกองกำลังสำรองสำหรับนายทหาร (Officers' Reserve Corps) และกองกำลังสำรองสำหรับทหารเกณฑ์ (Enlisted Reserve Corps) เพื่อสร้างฐานกำลังพลที่สามารถระดมพลได้อย่างรวดเร็วในยามสงคราม

การพัฒนาด้านการบินและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

พระราชบัญญัติป้องกันประเทศ ค.ศ. 1916 ยังครอบคลุมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์:

  • กองทัพอากาศ: จัดสรรงบประมาณกว่า 17 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาเครื่องบินใหม่ 375 ลำ และจัดตั้งกองพลการบิน (Air Division) เพื่อบริหารจัดการส่วนการบิน (Aviation Section) ของกองทหารสัญญาณสหรัฐฯ (U.S. Signal Corps) โดยมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่แลนกลีย์ฟิลด์ (Langley Field)
  • การวิจัยทางวิทยาศาสตร์: ประธานาธิบดีได้ร้องขอให้สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) จัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council) เพื่อวิจัยการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ ชีววิทยา และฟิสิกส์ เพื่อการป้องกันประเทศ
  • อุตสาหกรรมยุทธปัจจัย: เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีดินปืนและอุปกรณ์สงครามเพียงพอ รัฐบาลกลางได้อนุมัติการสร้างโรงงานผลิตไนเตรตสองแห่ง รวมถึงเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งต่อมากลายเป็นเขื่อนวิลสัน (Wilson Dam) ในรัฐแอลาบามา และถูกรวมเข้ากับหน่วยงานบริหารลุ่มน้ำเทนเนสซี (Tennessee Valley Authority) ในปี ค.ศ. 1933

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติป้องกันประเทศ ค.ศ. 1916 มีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร?

วัตถุประสงค์หลักคือการปฏิรูปกองทัพบกและกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการป้องกันประเทศและเตรียมการสำหรับความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1

ROTC ถูกก่อตั้งขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ใช่หรือไม่?

ใช่ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดตั้งหน่วยฝึกกำลังสำรอง (Reserve Officers' Training Corps หรือ ROTC) ตามข้อเสนอที่เรียกว่า 'แผนโอไฮโอ' เพื่อผลิตนายทหารสัญญาบัตรสำรอง

กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนแปลงสถานะของกองกำลังรักษาดินแดนอย่างไร?

กฎหมายได้เปลี่ยนให้กองกำลังรักษาดินแดนได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางมากขึ้น และให้อำนาจประธานาธิบดีในการระดมพลกองกำลังเหล่านี้เพื่อใช้งานในระยะเวลาที่ไม่จำกัดและสามารถส่งไปปฏิบัติหน้าที่นอกสหรัฐอเมริกาได้

กฎหมายนี้ส่งผลต่อการพัฒนาการบินทางทหารของสหรัฐฯ อย่างไร?

กฎหมายได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหาเครื่องบิน 375 ลำ และจัดตั้งกองพลการบิน (Air Division) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอำนาจทางอากาศของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา