การประเมินมูลค่าด้วยวิธี Multiples คู่มือการประเมินมูลค่าสัมพัทธ์
สรุปใจความสำคัญ
- การประเมินมูลค่าสัมพัทธ์ (Relative Valuation) คือการประเมินมูลค่าสินทรัพย์โดยเปรียบเทียบกับตัวคูณของสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกัน
- ตัวคูณ EV/EBITDA เป็นที่นิยมในงาน M&A เพราะไม่ขึ้นกับโครงสร้างเงินทุนของบริษัท
- หากกลุ่มเปรียบเทียบ (Peer Group) ถูกประเมินมูลค่าสูงเกินไปในช่วงฟองสบู่ตลาดหุ้น มูลค่าที่คำนวณได้จากวิธี Multiples จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย
ในทางเศรษฐศาสตร์ การประเมินมูลค่าด้วยวิธี Multiples หรือที่เรียกว่า "การประเมินมูลค่าสัมพัทธ์" (Relative Valuation) คือกระบวนการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์โดยการเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อหาว่าสินทรัพย์นั้นควรมีมูลค่าเท่าใดเมื่อเทียบกับมาตรฐานของตลาด
กระบวนการประเมินมูลค่า
ขั้นตอนหลักในการประเมินมูลค่าด้วยวิธีนี้ประกอบด้วย:
- การระบุกลุ่มเปรียบเทียบ (Peer Group): ค้นหาสินทรัพย์หรือบริษัทที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและหาค่ามูลค่าตลาดของสินทรัพย์เหล่านั้น
- การสร้างตัวคูณ (Standardizing): แปลงมูลค่าตลาดให้เป็นค่ามาตรฐานสัมพัทธ์กับสถิติสำคัญ (Key Statistic) เนื่องจากราคาดิบไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง
- การประยุกต์ใช้: นำตัวคูณที่ได้ไปใช้กับสถิติสำคัญของสินทรัพย์ที่ต้องการประเมิน โดยมีการปรับปรุงค่าเพื่อชดเชยความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์นั้นกับกลุ่มเปรียบเทียบ
ประเภทของ Valuation Multiples
ตัวคูณการประเมินมูลค่าคือการแสดงมูลค่าตลาดของสินทรัพย์เทียบกับสถิติสำคัญที่เชื่อว่าส่งผลต่อมูลค่านั้นๆ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักได้ดังนี้:
1. ตัวคูณที่อิงตามกำไรและกระแสเงินสด
ตัวคูณเหล่านี้มักใช้เพื่อดูความสามารถในการทำกำไร เช่น:
- EV/EBITDA: มูลค่ากิจการเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย
- EV/EBIT: มูลค่ากิจการเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
- EV/NOPAT: มูลค่ากิจการเทียบกับกำไรสุทธิหลังภาษีแต่ก่อนดอกเบี้ย
ตัวคูณกลุ่มนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของธุรกิจโดยไม่ขึ้นกับโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
2. ตัวคูณที่อิงตามมูลค่าทางบัญชีและยอดขาย
- P/B Ratio (Price-to-Book): การเปรียบเทียบมูลค่าตลาดกับมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์
- Price/Sales และ EV/Sales: การวัดมูลค่าเทียบกับยอดขาย
หมายเหตุ: ตัวคูณกลุ่มนี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยอดขายและมูลค่าทางบัญชีมักไม่ใช่ปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่าหลักเมื่อเทียบกับกำไร
3. ตัวคูณเฉพาะอุตสาหกรรม
ในบางธุรกิจอาจใช้ตัวขับเคลื่อนมูลค่าที่ไม่ใช่ทางการเงิน เช่น:
- ธุรกิจโทรคมนาคม/เคเบิล: มูลค่ากิจการเทียบกับจำนวนสมาชิก (Subscribers)
- ธุรกิจสื่อ: มูลค่ากิจการเทียบกับจำนวนผู้ชม (Audience numbers)
- อสังหาริมทรัพย์: การเปรียบเทียบราคาต่อตารางเมตร (Surface area)
การคัดเลือกกลุ่มเปรียบเทียบ (Peer Group)
กลุ่มเปรียบเทียบคือชุดของบริษัทหรือสินทรัพย์ที่ถูกเลือกมาเพราะมีความคล้ายคลึงกับบริษัทที่ประเมิน (เช่น อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือมีอัตราการเติบโตของกำไรและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ใกล้เคียงกัน)
เนื่องจากไม่มีธุรกิจใดที่เหมือนกันทุกประการ นักวิเคราะห์จึงมักทำการ ปรับปรุงค่า (Adjustments) เพื่อให้ข้อมูลมีความเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น โดยพิจารณาจากปัจจัยดังนี้:
- ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ: โมเดลธุรกิจ, อุตสาหกรรม, ภูมิศาสตร์, ฤดูกาล และอัตราเงินเฟ้อ
- ปัจจัยด้านบัญชี: นโยบายการบัญชี และวันสิ้นสุดปีงบประมาณ
- ปัจจัยด้านการเงิน: โครงสร้างเงินทุน
- ปัจจัยเชิงประจักษ์: ขนาดของกิจการ
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ Multiples
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน (Simplicity) | เป็นวิธีที่เรียบง่ายเกินไป (Simplistic) อาจละเลยปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่าที่ซับซ้อน |
| ให้กรอบการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประโยชน์ (Usefulness) | เป็นภาพนิ่ง (Static) ไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต |
| สะท้อนมูลค่าตลาดปัจจุบัน (Market-based) | ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มเปรียบเทียบถูกประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องหรือไม่ (หากตลาดเกิดฟองสบู่ มูลค่าที่ได้จะผิดพลาด) |
คำถามที่พบบ่อย
Valuation Multiples คืออะไร?
คือการนำมูลค่าตลาดของสินทรัพย์มาหารด้วยตัวเลขทางสถิติสำคัญ (เช่น กำไร, ยอดขาย, หรือจำนวนสมาชิก) เพื่อสร้างเป็นตัวคูณที่สามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทที่มีขนาดต่างกันได้
Comparable Company Analysis แตกต่างจาก Precedent Transaction Analysis อย่างไร?
Comparable Company Analysis ใช้ข้อมูลจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Public Market Multiples) ในขณะที่ Precedent Transaction Analysis ใช้ข้อมูลจากดีลการซื้อขายกิจการที่เกิดขึ้นจริงในอดีต (Private Market Multiples)
ทำไมต้องมีการปรับปรุงค่า (Adjustments) ในกลุ่ม Peer Group?
เพราะไม่มีธุรกิจสองแห่งที่เหมือนกันทุกประการ การปรับปรุงค่าจึงช่วยลดความแตกต่างด้านนโยบายบัญชี โครงสร้างเงินทุน หรือขนาดของธุรกิจ เพื่อให้การเปรียบเทียบมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
