← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การตรวจทางรังสีของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะขณะถ่ายปัสสาวะ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (VUR) และความผิดปกติของท่อปัสสาวะ
  • ใช้การใส่สายสวนเพื่อเติมสารทึบรังสีเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและถ่ายภาพด้วยเครื่อง Fluoroscopy
  • ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการตรวจคือขณะที่ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความดันในกระเพาะปัสสาวะสูงสุด
  • อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในเด็กเนื่องจากเป็นหัตถการที่รุกล้ำบริเวณอวัยวะเพศ

การตรวจทางรังสีของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะขณะถ่ายปัสสาวะ (Voiding Cystourethrography หรือ VCUG) เป็นเทคนิคทางรังสีวิทยาที่ใช้ในการสร้างภาพของท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะในขณะที่ผู้ป่วยกำลังถ่ายปัสสาวะ (Voiding) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและภาวะผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นสู่ท่อไต (Vesicoureteral Reflux - VUR)

วัตถุประสงค์และการนำไปใช้

การตรวจ VCUG ถูกนำมาใช้เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้:

  • การวินิจฉัยภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (VUR): ตรวจสอบว่าปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะกลับขึ้นไปที่ท่อไตและไตหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำในเด็ก
  • การศึกษาท่อปัสสาวะ: ประเมินลักษณะทางกายวิภาคของท่อปัสสาวะขณะถ่ายปัสสาวะ
  • การตรวจหาการรั่วซึม: ตรวจสอบการรั่วของกระเพาะปัสสาวะหลังการผ่าตัดหรือหลังได้รับบาดเจ็บ (Trauma)
  • การทดสอบทางพลศาสตร์การขับปัสสาวะ (Urodynamic testing): ใช้ประเมินภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence)

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ

แพทย์มักพิจารณาให้ตรวจ VCUG ในกรณีต่อไปนี้:

  • ผู้ป่วยเพศชายที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) ซ้ำ หรือพบความผิดปกติจากการตรวจอัลตราซาวด์ในการติดเชื้อครั้งแรก
  • เด็กหญิงอายุต่ำกว่า 3 ปี ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะครั้งแรก
  • เด็กหญิงอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับมีไข้
  • ผู้หญิงที่มีภาวะกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) หรือมีการติดเชื้อซ้ำ
  • สงสัยว่ามีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เช่น พบภาวะไตบวมน้ำทั้งสองข้าง (Bilateral hydronephrosis)
  • สงสัยว่ากระเพาะปัสสาวะฉีกขาดหรือได้รับบาดเจ็บ
  • สงสัยภาวะรูทะลุระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด (Vesicovaginal fistula) หรือกับลำไส้ใหญ่ (Vesicocolic fistula)
  • ภาวะกระเพาะปัสสาวะหย่อน (Cystocele)

ข้อห้ามในการตรวจ

การตรวจนี้ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่มีสภาวะดังต่อไปนี้:

  • มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะแบบเฉียบพลัน (Acute UTI) ในขณะนั้น
  • มีประวัติแพ้สารทึบรังสี (Contrast media)
  • มีไข้ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • สตรีมีครรภ์

ขั้นตอนการตรวจ

การตรวจ VCUG ใช้สารทึบรังสี (Contrast agent) เช่น Diatrizoate หรือ Iotalamic acid เพื่อให้เห็นภาพทางรังสีที่ชัดเจน โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. การใส่สายสวน: แพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheter) เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ
  2. การเติมสารทึบรังสี: สารทึบรังสีจะถูกฉีดหรือปล่อยให้ไหลเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะอย่างช้าๆ โดยมีการใช้เครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่อง (Fluoroscopy) เพื่อติดตามระดับการเติมสารทึบรังสี และตรวจสอบว่าสายสวนไม่ได้เข้าไปในช่องคลอดหรือท่อไตส่วนปลาย
  3. การถ่ายภาพขณะถ่ายปัสสาวะ: เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม ผู้ป่วยจะถูกขอให้ถ่ายปัสสาวะ ในขณะนั้นรังสีแพทย์จะบันทึกภาพและวิดีโอเพื่อตรวจหาการไหลย้อนของปัสสาวะ (Reflux) เนื่องจากช่วงที่กระเพาะปัสสาวะมีความดันสูงสุดคือขณะถ่ายปัสสาวะ ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดการไหลย้อนได้มากที่สุด
  4. การบันทึกภาพมุมต่างๆ: มีการถ่ายภาพในมุมเฉียง (Oblique) หรือด้านข้าง (Lateral) เพื่อให้เห็นท่อปัสสาวะและตรวจหาการรั่วซึมหรือรูทะลุได้อย่างชัดเจน

ภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยง

การตรวจ VCUG อาจก่อให้เกิดผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้:

ผลกระทบทางร่างกาย

  • อาการปวด: เด็กอาจมีอาการปวดขณะถ่ายปัสสาวะหลังการตรวจ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปัสสาวะไม่ออก (Urinary retention) เนื่องจากความกลัว
  • ปัสสาวะเป็นเลือด: อาจพบภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (Haematuria) ได้เล็กน้อย
  • การติดเชื้อ: แม้ความเสี่ยงจะต่ำ แต่การใส่สายสวนอาจนำไปสู่การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้
  • ความเสี่ยงอื่นๆ: เช่น การทะลุของกระเพาะปัสสาวะจากการเติมสารทึบรังสีมากเกินไป หรือการใส่สายสวนผิดตำแหน่ง

ผลกระทบทางจิตใจ

เนื่องจากเป็นการตรวจที่รุกล้ำ (Invasive) และสร้างความไม่สบายตัว โดยเฉพาะในเด็กและผู้ปกครอง การตรวจนี้อาจก่อให้เกิดความเครียดหรือบาดแผลทางจิตใจ (Psychological trauma) ซึ่งในบางการศึกษาเปรียบเทียบว่าความรู้สึกจากการถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าและการสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศโดยบุคคลที่มีอำนาจ (แพทย์) ในสภาวะที่เด็กมีความกลัวและเจ็บปวด อาจส่งผลกระทบทางจิตใจในลักษณะที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

การตรวจ VCUG คืออะไร?

คือการถ่ายภาพรังสีของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะในขณะที่ผู้ป่วยกำลังถ่ายปัสสาวะ โดยใช้สารทึบรังสีเพื่อให้เห็นโครงสร้างทางกายวิภาคและการไหลของปัสสาวะ

ทำไมต้องตรวจ VCUG ในเด็ก?

มักตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (Vesicoureteral Reflux) ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดการติดเชื้อในไตและไตเสียหายได้

การตรวจนี้มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงหลักคือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาการปวดขณะถ่ายปัสสาวะหลังการตรวจ และความเครียดทางจิตใจในผู้ป่วยเด็ก

ใครที่ไม่ควรเข้ารับการตรวจ VCUG?

ผู้ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะแบบเฉียบพลัน ผู้ที่แพ้สารทึบรังสี สตรีมีมีครรภ์ และผู้ที่มีไข้สูงในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ